เซอลามัต ดาตัง (Selamat Datang) เสียงไกด์หนุ่มผิวหมึก กล่าวทักทายด้วยภาษาอินโดนีเซีย พร้อมเปรยยิ้มให้คณะลูกทัวร์ ที่ทะยานมาพร้อมเจ้านกเหล็กของสายการบิน ไทยแอร์ เอเชีย เพื่อสัมผัสเที่ยวบินใหม่ที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังกรุงจาการ์ตาแต่ทุกคนในรถบัสพากันทำหน้าตาฉงนงงกับคำทักทายด้วยสำเนียงไม่คุ้นหูเลย ดิฉันในฐานะผู้เคยร่ำเรียนแต่ไม่ถึงกับแตกฉานเกี่ยวกับภาษามาเลเซีย-อินโดนีเซีย จึงขันอาสาแปลให้ฟังว่า ยินดีต้อนรับ ไกด์ได้ใจเลยยิงรัวอีกประโยคว่า เซอลามัต ปากี (Selamat pagi) แล้วทุกคนก็สวนกลับด้วยประโยคเดิม ซึ่งหมายถึง สวัสดีตอนเช้า ถือเป็นเช้าแรกที่สดใสบนดินแดนอิเหนาแห่งนี้ หลังจากทุกคนได้เปิบอาหารเช้าพื้นเมืองกันอิ่มหนำ มีทั้งข้าวต้ม สลัดแขก แถมยังมีของกินเล่นเป็นข้าวเกรียบไว้กินแกล้มกับอาหารคาว ไกด์บอกว่าพวกเราจะได้กินข้าวเกรียบกันทุกมื้อแต่รสชาติแตกต่างกันไป
รถบัสได้แล่นชมย่านธุรกิจสำคัญๆ ใจกลางกรุงจาการ์ตา นครหลวงแห่งอินโดนีเซีย ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าประกอบด้วยเกาะเล็ก เกาะน้อยกว่า 1,000 เกาะ ไม่แตกต่างมากนักกับบ้านเรา ก็พบเห็นแต่กับตึกสูงตระหง่าน รถราวิ่งกันขวักไขว่ แต่แล้วเรากลับพบว่าเมืองนี้กลับมีอากาศสดชื่น เพราะมีต้นไม้รายล้อมแทรกตลอดทาง เป็นการพักสายตาได้อย่างหนึ่งกับการนั่งรถชมเมืองยามเช้า รวมทั้งทุกหัวมุมถนนต่างๆ ก็จะมีสวนหย่อมอันร่มรื่น สลับกับสถาปัตยกรรมกึ่งตะวันตกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้นวีรบุรุษที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศ เบ่งอวดโฉมให้พวกเราได้ชักภาพกันมือระวิง (บนรถ) แต่แล้วไกด์ผิวหมึกก็ทนเสียงเรียกร้องจากพวกเราไม่ไหวจึงแวะจอดรถ
ดิฉันและคณะได้ลงมาสูดอากาศที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายแบบชวา ที่จัตุรัสแห่งอิสรภาพ หรืออนุสาวรีย์โมนัส ลักษณะเป็นแท่งหินสี่เหลี่ยมปลายแหลม ทำจากหินอ่อน สูงตระหง่าน ถึง 137 เมตร กลางเมดาน เมอร์เดกา สูงขนาดที่ว่านั่งรถไปทางไหนในจาการ์ตาก็จะเห็นแท่งหินนี้ที่บนยอดมีหอสังเกตการณ์และคบเพลิงทำด้วยสัมฤทธิ์ หุ้มด้วยทองคำ 33 กิโลกรัม สร้างตามคำบัญชาการของอดีตประธานาธิบดีซูการ์โน แล้วเสร็จเมื่อปี 2504
พอได้ขยับแข้งขยับขากันหอมปากหอมคอ ก็มุ่งหน้าต่อไปยังย คิด ซาเนีย (Kid Zania) เมืองจำลองสุดแสนมหัศจรรย์เพื่อเติมเต็มจินตนาการของเด็กๆ หรือความใฝ่ฝันว่าโตขึ้น หนูอยากจะเป็น... ภายในเมืองจำลองนี้ได้สร้างอาชีพต่างๆ ให้เด็กๆ ได้สวมบทบาทการทำงาน เพราะทุกบริษัทห้างร้านในนี้ล้วนแล้วแต่มีตัวตนและมีชื่อเสียงสุดในอินโดนีเซีย มาช่วยสานฝันให้สมจริงให้แก่เด็กๆ มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว โดยมีการจำลองสำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ชื่อดัง มีเดีย อินโดนีเซีย ไว้ให้หนูๆ ได้ทำข่าวกันจริงๆ แถมยังมีหนังสือพิมพ์เป็นของตัวเองอีกด้วย ตามเด็กๆ ไปดูจนลืมตัว (ว่าแก่) ไปเลย
ใช้เวลาอยู่ใน คิดซาเนีย เพียงครึ่งวัน แล้วก็มุ่งหน้าไปยังเมืองบันดุง จากกรุงจาการ์ตาใช้เวลาเดินทางสองชั่วโมงครึ่ง บันดุง เป็นเมืองที่ราบสูง อากาศเย็นสบาย ตั้งอยู่บนแอ่งที่ราบขนาดใหญ่เหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 755 เมตร รายล้อมด้วยยอดภูเขาไฟตระหง่านเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการท่องแดนอิเหนาหนนี้
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 บันดุง ในอดีต เคยเป็นศูนย์กลางบริหารของชาวดัตช์ ได้รับสมญาว่า ปารีสแห่งชวา สังเกตได้จากสถาปัตยกรรมตึกรามบ้านช่อง ที่ได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมชาวดัตช์ ถูกสร้างเรียงรายกันเป็นทิวแถว ขนาบสองข้างทางขึ้นไปยังภูเขาไฟ ตุงกูบัน เปอราฮู ที่มีไร่ชา นาข้าว และแปลงผัก เขียวสะพรั่งปลูกลดหลั่นกันไปเป็นขั้นบันได
แม้ปัจจุบันจะกลายเป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ที่มีโรงงานเอาท์เล็ต รวมสินค้าแบรนด์เนมชั้นนำระดับโลกไว้รอถลุงเงินนักช็อปก็ตาม แต่ก็ยังมีธรรมชาติทั้งน้ำพุร้อนจากภูเขาไฟที่หมดไฟไปแล้วหลายลูก หรือพืชผักผลไม้สดๆ ที่ปลูกได้ดีในอากาศเย็นและยังงอกงามสมบูรณ์จากดินที่เขาว่าเป็นอานิสงส์จากภูเขาไฟระเบิดเมื่อครั้งอดีต ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวมากมาย
ที่เห็นเด่นชัดคงจะเป็นไอศกรีมทุเรียน เดินไปสี่แยกหรือมุมถนนไหนๆ แถมยังพบได้ในเมนูอาหาร ซึ่งไอศกรีมทุเรียนจะเป็นเมนูเด็ดและเมนแรกๆ ของทุกร้าน ราคาก็อยู่ที่ห้าพันถึงหนึ่งหมื่นรูเปียะห์ (ราว 15-30 บาท ขอบอกไว้ก่อนการแลกเงินสกุลนี้มีตั้งแต่แบงก์พัน แบงก์ห้าพัน ห้าหมื่น หนึ่งแสน หนึ่งล้าน ส่วนเศษสตางค์ใครมีติดกระเป๋าไว้ไม่มีค่าอะไรเลย ใครเผลอให้ขอทานมีหวังโดนด่าตามหลัง เพราะวณิพกประเทศนี้จะรับแบงก์หนึ่งพันรูเปียะห์ก็ราว 3 บาท แถมยังใช้เข้าห้องน้ำได้อีกด้วย) โดยมีพ่อค้าหาบขายกันทั่วเมือง รวมทั้งภัตตาคารยัง เสิร์ฟกันเป็นของหวานตบท้ายแถมกันเลยเชียว เข้าไปสอบถามจากคนท้องถิ่นได้ความว่าที่นี่ปลูกทุเรียนส่งออกเป็นหลัก
การเดินทางขึ้นไปภูเขาไฟ ตุงกูบัน เปอราฮู สูงและชันมาก ประกอบกับเริ่มมีสายหมอกพัดโชยเย็นปะทะเข้าหน้าเป็นระยะๆ แถมหูก็เริ่มอื้อขึ้นเรื่อยๆ เพราะนักท่องเที่ยวทุกคนต้องลงมานั่งรถของเจ้าหน้าที่อุทยานที่จัดไว้เป็นพิเศษสำหรับขึ้นไปชมภูเขาไฟ ว่ากันว่าภูเขาไฟลูกนี้มีรูปร่างเหมือนเรือคว่ำ แต่พวกเราช่วยกันมองอย่างไร ก็ไม่เป็นดั่งคำกล่าวขานกันเลย เห็นแต่ทะเลหมอกขาว ทึบที่มาพร้อมกับไอเย็นคืบคลานเข้ามาปะทะกับไอกำมะถันที่ยังคุกรุ่นอยู่เบื้องล่าง
แต่เพียงไม่นานหมอกก็สลายไป พวกเราจึงได้ชมปากปล่องภูเขาไฟขนาดมหึมา ประกอบกับสายตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปจุดเดียวกันที่มีไอกำมะถันกำลังระเหยแทรกพื้นดิน ลอยล่องขึ้นกลางปากปล่อง ทำเอาพวกเราขอเดินลัดเลาะไปชมให้ใกล้มากที่สุด ก็แค่จุดชมวิวที่เจ้าหน้าที่จัดให้เท่านั้น พอได้เก็บภาพกันอิ่มใจรอบๆ ปากปล่องแล้ว ก็เดินดูร้านรวงต่างๆ ขายของที่ระลึก ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นผลิตผลที่มาจากภูเขาไฟ ทั้งหินประหลาดต่างๆ ที่อ้างสรรพคุณรักษาโรคได้ มีดินและผงหินบรรจุขวดที่คนขายโม้อวดกันขายว่าอุดมไปด้วยแร่ธาตุปลูกอะไรก็งาม ทำเอาพวกเราผู้ไม่เคยมีภูเขาไฟเป็นของตัวเอง เดินดูกันเพลินตาแถมแต่ละคนได้ของฝากติดไม้ติดมือกันเพียบ
วันที่สาม ซึ่งเป็นวันสุดท้ายก่อนขึ้นเครื่องกลับเมืองไทยที่สนามบิน ซูการ์โน ฮัตตา ยังมีสถานที่อีกแห่งที่หากมาเมืองบันดุงต้องห้ามพลาดชมโชว์ ที่มีชื่อว่า ซุงอังกุง อุสโจ ที่หมู่บ้านปาดาสุกา เป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เปิดสอนศิลปะ การร่ายรำ และการเล่นอังกะลุง ในแบบฉบับชวา ที่เป็นจุดขายของหมู่บ้านแห่งนี้ก็ว่าได้ โดยนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมจะได้เล่นอังกะลุงพร้อมร้องเพลงพื้นเมืองคลอเคลียไปกับนักแสดงด้วยกันทุกคน ผิดบ้างถูกบ้าง ถึงกับทำเอาพวกฝรั่งบางคนถึงกับติดใจขอร้องอีกหลายเพลง ก็แหมเล่นเอาใจด้วยการร้องเล่นอังกะลุงภาษาอังกฤษได้ชัดและคล่องกันทั้งคณะ ทำเอาพวกเรานักท่องเที่ยวไทยก็พลอยได้ฝึกภาษาไปกับเขาด้วย...
เป็นการปิดท้ายการเดินทางด้วยเสียงดนตรีอันไพเราะ ครบทุกรสเมื่อคุณได้สัมผัสดินแดนเพื่อนบ้านแห่งนี้
เรื่อง : อันดามัน อินดี้
http://sukja.multiply.com
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
