แม้จะมีความพยายามจับกุมและป้องปราม หาแนวทางฝึกอาชีพเพื่อให้เลิก ปลอมเป็นพระ แต่ดูเหมือนมาตรการต่างๆ จะไม่ได้ผล ยังมีกลุ่มคนที่วนเวียนหากินแบบนี้ โดยไม่เคยเกรงกลัวต่อบาปกรรมตกเป็น จำเลย สังคมทุกครั้ง ที่มีการจับ พระปลอม อาชีพของคนไม่กลัวบาป และทุกครั้งทุกโฟกัสจะจับจ้องไปที่หมู่บ้านในเขต ต.หนองขาม อ.หนองขาม จ.ชัยภูมิ ทันที หลายคนประณามเรียก หมู่บ้านโล้น บางคนให้สมญานาม หมู่บ้านนักบิณ แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ ก็รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้ง
ผมไม่กล้าบอกว่า เป็นคนหนองขาม เพราะจะถูกล้อเลียนเยาะเย้ยถากถาง ตอนแรกก็อายนะ เวลาไปประชุมร่วมกับจังหวัดอื่นๆ แต่ตอนหลังก็ต้องก้มหน้ายอมรับความจริงว่า คนที่นี่กว่าครึ่งตำบล ยึดอาชีพเป็นพระปลอม
สิงห์ หนึ่งในชาวบ้านกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยบอกเล่าถึงความรู้สึกขมขื่นของคนในหมู่บ้านส่วนที่ไม่เห็นด้วย
เขาเล่าว่า หมู่บ้านเล็กๆ ในอดีต ที่มีกลิ่นอายชนบท ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ถนนยังเป็นลูกรังดินแดงฝุ่นคลุ้ง แต่ชาวบ้านมีความสมานสามัคคี อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัย ช่วยกันลงแขกทำนา ล้อมวงกินข้าวด้วยกัน แม้ว่าจะรู้สึกทุกข์กับชีวิตที่ไม่สุขสบาย แต่รู้สึกสุขใจกับสังคมชนบท ณ เวลานั้น
เมื่อสิ่งอำนวยความสะดวกบนพื้นฐานการดำรงชีวิตเริ่มขยายเข้ามาในหมู่บ้าน สังคมแห่งการแข่งขันก็เริ่มขึ้น คนรุ่นใหม่อยากได้เครื่องใช้ไฟฟ้า อยากได้มอเตอร์ไซค์ อยากได้รถกระบะ อยากได้โทรศัพท์มือถือ อยากได้ อยากได้ และอยากได้ เต็มไปหมด
ความแห้งแล้งของผืนดินอีสาน ถูกนำมาเป็นข้ออ้างในการหากินแบบง่ายๆ บวกเข้ากับ ความอยากรวย ทำให้อาชีพ มารศาสนา เกิดขึ้นตามมา
แต่...แทบไม่น่าเชื่อว่า ผู้ริเริ่มวิธีหากินบนความเชื่อ ความศรัทธา จนแผ่ขยายกลายเป็นเชื้อร้าย ยากต่อการแก้ไขในครั้งนี้ จะเป็นพระภิกษุ (ของแท้) วัย 60 ปี
ราวปี พ.ศ.2528-2529 หลวงพ่อ ตา ที่บวชเรียนมาเกือบ 10 ปี ไปจำวัดที่กรุงเทพฯ เมื่อกลับบ้านใน จ.ชัยภูมิ สิ่งที่นำมาเผยแผ่ไม่ใช่ พระธรรม แต่กลับเป็น กิเลส เรื่องราวทางโลกที่เกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง ไปอยู่วัดที่กรุงเทพฯ มีรายได้ดี คนทำบุญเยอะ มีการชักชวนลูกหลาน-ชายหนุ่มในหมู่บ้านให้บวชและเดินทางไปรับบิณฑบาตที่ กทม. พอรายได้ดีก็ทำกันมากขึ้น และเริ่มมีคนหัวใส ใช้วิธีปลอมเป็นพระ และยึดเป็นอาชีพมาตั้งแต่นั้น
กระทั่งปัจจุบัน ในหลายจังหวัดทั้งภาคเหนือ อีสาน ต่างก็มีคนปลอมเป็นพระเพื่อหากิน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ที่ ต.หนองขาม เป็นแหล่งที่มีคนปลอมเป็นพระมากที่สุด !!!
คนในหมู่บ้านรู้หมดว่าใครเป็นพระปลอม ชีปลอม แต่ไม่อยากยุ่ง เมื่อก่อนกลับมาทีก็เลี้ยงกันเอิกเกริก เหมือนคนกลับจากเมืองนอกหรือถูกลอตเตอรี่ มีบ้านหลังใหญ่ ลูกมีมอเตอร์ไซค์ขี่ มีมือถือรุ่นใหม่ๆ ใช้ คนเห็นหาเงินง่ายก็อยากมีบ้าง ก็เลยทำตามกันมากขึ้น แต่เดี๋ยวนี้เวลากลับมาบ้านจะไม่ค่อยเอิกเกริก เพราะกลัวถูกจับ ส่วนที่อ้างว่าจน เลยต้องยึดอาชีพนี้ก็เป็นแค่ข้ออ้าง ทางการเคยมาสอนอาชีพ ก็ไม่ยอมทำ ขี้เกียจ สิงห์กล่าว
การ ห่มเหลือง หากินขยายไปไกลถึงประเทศมาเลเซีย บรูไน ฮ่องกง และสิงคโปร์ เพราะชาวบ้านที่นั่นศรัทธาในพระสงฆ์ นิยมทำบุญด้วยเงินคราวละมากๆ ที่สำคัญไม่ต้องใช้ใบสุทธิ ไม่มีวันเข้าพรรษา ทำให้สามารถเรี่ยไรได้ตลอดปี และตำรวจที่นั่นจะตรวจเฉพาะหนังสือเดินทางเท่านั้น
วิธีการทำหนังสือเดินทาง ส่วนใหญ่จะไปทำที่ จ.ขอนแก่น โดยให้เหตุผลในการเดินทางว่า ไปรับจ้างตัดอ้อยที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นจะนั่งรถโดยสารไปจนถึงประเทศมาเลเซีย ส่วนคนที่ไปสิงคโปร์ก็จะนั่งเครื่องบิน ต้องจ่ายค่าใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่ของบางประเทศเป็นเงินประมาณ 400 บาท เพื่อให้เดินทางสะดวก เพราะเริ่มรู้แล้วว่า คนกลุ่มนี้ปลอมเป็นพระเข้าไปหากินในประเทศเขา
เมื่อเดินทางถึงประเทศมาเลเซีย พระปลอมจะเช่าโรงแรมชั้นสอง อาศัยอยู่เป็นครอบครัวหรือเป็นกลุ่มห้องละ 5 คน เสียค่าที่พักประมาณคนละ 40 บาทต่อวัน บางคนไปอยู่ทั้งสามี ภรรยา ทำให้มีรายได้เดือนละกว่า 1 แสนบาท โดยคนที่ไปหากินวิธีนี้จะใช้วิธีโอนเงินกลับเข้าบัญชีตัวเองในประเทศไทย และเมื่อกลับถึงบ้านก็จะนำเงินมาสร้างบ้าน ซื้อรถยนต์ ทำให้มีชีวิตที่สุขสบายและมีคนใช้วิธีการนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
5 สิงหาคม 2546 ตำรวจมาเลเซียจับพระและชีปลอมรวม 7 คน ขณะนั่งก๊งเหล้า เล่นไฮโล ในห้องพักที่โรงแรมปักษ์ใต้ รัฐปีนัง ครั้งนั้นทั้ง 7 คน ต่างก็ถูกคนไทยในมาเลเซียรุมประชาทัณฑ์จนบาดเจ็บไปตามๆ กัน ก่อนถูกจับส่งตัวดำเนินคดีและควบคุมตัวที่หาดใหญ่ ติดคุกเพียงแค่ 2 เดือนเศษก็พ้นโทษ
กวี ชาวบ้านหมู่ 6 บ้านหนองแห้ว ต.หนองขาม พ่อค้าขายลูกชิ้นที่ผันตัวไปเป็นพระปลอม เป็นหนึ่งในผู้ต้องหาคราวนั้น ติ๊ด ภรรยา ถึงกับหลั่งน้ำตาด้วยความเป็นห่วง บอกว่า รู้สึกตกใจ กังวลใจ และอับอายที่สามีถูกจับในคดีนี้ หากพ้นโทษก็จะขอร้องให้เลิกปลอมเป็นพระ
บัดนี้ เวลาผ่านไปกว่า 5 ปี แต่ กวี ก็ยังไม่เลิกอาชีพนี้ และยังวนเวียนไปหากินที่ มาเลเซียเหมือนเดิม !!!
เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กวี เพิ่งเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อดำนา เมื่อเสร็จภารกิจก็จะกลับไปห่มเหลืองขายเครื่องรางของขลังอีก โดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามของครอบครัว และไม่สนใจว่าบุตรชายสองคน ที่เรียนอยู่ชั้น ม.4 และ ป.3 จะรู้สึกหรือคิดอย่างไร
ที่น่าสนใจคือ เขาถูกจับติดคุกที่หาดใหญ่ ในข้อหาปลอมเป็นพระ แต่นี่เขายังทำเหมือนเดิม ผ่านด่านเดิม ครบเดือนก็มาประทับพาสปอร์ตที่หาดใหญ่ ไม่รู้ว่าผ่านไปได้อย่างไร เข้าออกสบาย เรื่องแบบนี้น่าจะมีการกาหัวไว้ เพื่อให้คนพวกนี้ทำผิดได้ยากขึ้น เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองรายหนึ่งกล่าว
นิพันธ์ ศิริธร นายอำเภอแก้งคร้อบอกว่า จากข้อมูลล่าสุด คนในตำบลนี้เป็นพระ-ชีปลอมประมาณ 150 คน ซึ่งลดลงจากช่วงปี 2535-2536 ที่มีคนยึดอาชีพนี้หลายร้อยคน คาดว่าสาเหตุจากทางราชการปราบปรามอย่างจริงจัง ปัจจุบันได้หารือร่วมกับผู้นำท้องถิ่นเพื่อหามาตรการยุติปัญหานี้โดยเร็ว
กระบวนการประชาคมถูกนำมาใช้ โดยการให้คนที่เขาเคารพนับถือไปขอร้องให้เลิก มีการใช้มาตรการแทรกแซงทางสังคม รวมถึงทำหนังสือถึงมหาเถรสมาคม และสำนักพระพุทธศาสนา ให้แจ้งพระอุปัชฌาย์ทั่วประเทศ ก่อนบวชให้ใคร หากสอบถามแล้วทราบว่ามาจาก ต.หนองขาม อ.แก้งคร้อย จ.ชัยภูมิ ให้ทำเรื่องกลับมาที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเพื่อตรวจสอบประวัติก่อน
ผมขอร้องคนที่คิดจะทำอาชีพนี้ อย่าทำเลย เป็นบาป ทำไปก็ไม่เจริญ บางคนกลับมามีเงินแต่ครอบครัวแตกแยก เงินได้มาก็หมดไปกับการพนันและกินเหล้า ผู้ชายไปปลอมเป็นพระหากินเมืองนอกนานๆ กลับมาเมียมีชู้ บางคนผู้หญิงไปปลอมเป็นชีเรี่ยไร กลับมาสามีไปมีภรรยาน้อย เหล่านี้มีเยอะแยะ ทะเลาะเบาะแว้ง ทรัพย์สินที่ได้มาก็หมดไป ไม่เห็นว่าจะร่ำรวยยั่งยืนจริงๆ สักราย นายอำเภอแก้งคร้อกล่าว
ศูนย์ข่าวภาคอีสาน
เจาะลึกหมู่บ้านนักบิณโล้นห่มเหลือหากิน
แม้จะมีความพยายามจับกุมและป้องปราม หาแนวทางฝึกอาชีพเพื่อให้เลิก ปลอมเป็นพระ แต่ดูเหมือนมาตรการต่างๆ จะไม่ได้ผล ยังมีกลุ่มคนที่วนเวียนหากินแบบนี้ โดยไม่เคยเกรงกลัวต่อบาปกรรม
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
