ถ้าเอ่ยถึงสถานบันเทิงที่เรียกว่าผับ ขึ้นมา ใครหลายคนคงจะนึกถึงสถานที่แออัด เบียดเสียดยัดเยียด เป็นแหล่งมั่วสุมอบายมุขและเสียงเพลงอึกทึกครึกโครม เพราะบ้าง ไม่เพราะบ้าง สุดแท้แต่ว่าดวงใครจะได้ไปเจอร้านดีแค่ไหน เหตุการณ์ที่กล่าวไปในเบื้องต้น ทำให้ ปราชญ์ อรุณรังษี นักดนตรีมากฝีมือเจ้าของกิจการปราชญ์ มิวสิค กรุ๊ป ผุดความคิด เปิดร้านอย่าง โอเวอร์โทน ขึ้นมาในย่านอาร์ซีเอเพื่อสร้างมิติใหม่ให้สถานบันเทิง
ปราชญ์ได้เล่าถึงวัตถุประสงค์การมาเลือกเปิดผับย่านอาร์ซีเอว่า สืบเนื่องมาจากใกล้บริษัทของเขา จึงสะดวกต่อการเดินทาง ซึ่งโชคดีที่เสียค่าเช่าสถานที่ไม่แพงมาก ภายใต้เหตุผลหลักที่สำคัญ คือ ต้องการทำให้โอเวอร์โทนเป็นแหล่งเรียนรู้ทางดนตรีแห่งใหม่ของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นศิลปินมืออาชีพหรือไม่ใช่มืออาชีพ ล้วนมีสิทธิเข้ามาเล่นได้ทั้งสิ้น
ผมอยากให้ร้านนี้เป็นแหล่งรวมศิลปินทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นแจ๊ส ร็อค บลูล์ ฯลฯ ที่อยากเล่นในสิ่งที่ตัวเองเป็น นักฟังเพลงที่เข้ามายอมรับในความเป็นตัวตนของนักร้อง ดังนั้น ถ้ามือสมัครเล่นวงไหน อยากมาเล่นที่ร้านเรา ก็สามารถส่งผลงาน ในรูปแบบวีซีดี ดีวีดี เข้ามาออดิชั่นโดยตรงกับเราได้ ถ้าฝีมือได้มาตรฐาน ก็จะได้รับเลือกให้เข้ามาแสดง
การเปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้ามาเล่นในผับบางครั้งมันก็มีข้อจำกัดหลายอย่างในการปฏิบัติจริง เช่น กรณีของเด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 20 ปี แต่อยากเล่นดนตรีและมีฝีมือเยี่ยม แต่ตามกฎหมายอายุเขายังเข้าผับไม่ได้ ทางร้านเราจึงแก้จุดด้อยนี้ด้วยการจัดกิจกรรม มิวสิค เวิร์คช็อป ขึ้นในตอนกลางวันทุกเสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้เรายังเนรมิตให้ที่นี่เป็นจุดนัดพบ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดของกลุ่มคนดนตรีจากชมรมต่างๆ อีก
จากเหตุผลในการก่อตั้งร้านที่เจ้าของผับกล่าวไปในเบื้องต้น ทำให้น่าฉงนว่า หากในทางปฏิบัติจริง อุดมการณ์จะสวนทางกับการกระทำหรือไม่ เพราะยังไงเสียผับก็คือร้านเหล้าดีๆ นั่นเอง
คนที่เข้ามาในร้านโอเวอร์โทน จะอยู่ในช่วงอายุ 20-50 ปี คือ ล้วนเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ที่สำคัญพวกเขาต้องการที่จะมาเสพอรรถรสทางเสียงดนตรีโดยเฉพาะ ผมจึงไม่ต้องมีมาตรการอะไรมาควบคุม ว่ามันจะกลายเป็นแหล่งมั่วสุมหรือคนจะมาเมาแล้วตีกัน ที่สำคัญบรรยากาศร้านก็ไม่ได้ทำให้เป็นชนวนเหตุให้คนมามีเรื่องวิวาทกันได้
ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในการจ้างนักดนตรีมาเล่นในแต่ละครั้งผู้บริหารผับคนเดิมได้แจกแจงว่า ศิลปินจะได้น้ำใจเล็กๆน้อยๆ เป็นค่าน้ำมันรถ ค่าน้ำค่าไฟ เพียงเท่านั้น เพราะที่นี่ไม่ได้เป็นที่สร้างเม็ดเงินให้ใคร โอเวอร์โทนเป็นเพียงสถานที่สร้างประสบการณ์ฝึกปรือฝีมือของนักดนตรีที่มีใจรักในเสียงเพลงให้ได้มาฝึกซ้อมกับคนดู
แขกที่เข้ามาในร้านเรา พวกเขายังจะได้คุยกับศิลปินที่ตัวเองไม่เคยคาดฝันว่าจะเจอมาก่อนในชีวิต อีกทั้งในแต่ละวันยังจะมีวงดนตรีหลากแนวสลับหมุนเวียนกันขึ้นไปแสดง แต่ก็ไม่ใช่ทุกวันใครจะมาร้านโอเวอร์โทนก็ได้นะ เพราะเราจะหยุดทำการทุกวันจันทร์-อังคาร
ถือว่าโอเวอร์โทนเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของผับที่ประกาศศักดาว่าไม่ใช่สถานที่ให้คนมาดื่มด่ำน้ำเมาเพียงอย่างเดียว ถึงอย่างไรก็ยังมีอีกหลายคนที่แอบหวังว่าร้านนี้ คงไม่ละทิ้งกุศโลบายที่เคยตั้งไว้กลางคัน และใช้คำว่าดนตรีเป็นเครื่องบังหน้าเพื่อมอมเมาประชาชนเพียงอย่างเดียว
ศิริพร แสนไชย
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
