คอลัมน์ สนทนากับเลขาธิการ กบข.โดย วิสิฐ ตันติสุนทร
เว็บไซต์ กบข. โฉมใหม่
http://www.gpf.or.th/
เป็นประจำทุกเดือนมกราคมของทุกปีที่ กบข. จะแถลงผลประกอบการในปีที่ผ่านมาให้สมาชิก กบข. ตลอดจนสาธารณชนรับทราบถึงความก้าวหน้าของกองทุน และวันนี้ก็เช่นกันผมขอใช้คอลัมน์นี้รายงานให้สมาชิกทุกท่านทราบว่าในปี 2550 ที่ผ่านมา กบข. สามารถสร้างผลประโยชน์สะสมย้อนหลัง 12 เดือนให้แก่สมาชิกได้ร้อยละ 9.22 สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก 5 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.78 และสูงกว่าเงินเฟ้อที่เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2.23 โดย ณ สิ้นปี 2550 กบข.มีมูลค่าสินทรัพย์รวมเท่ากับ 375,551 ล้านบาท ผลประโยชน์สะสมเพิ่มขึ้นคิดเป็นมูลค่า 29,311 ล้านบาท มีสัดส่วนกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ในประเทศ 64.30% ตราสารทุนในประเทศ 13.33% ตราสารต่างประเทศ 13.62% กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 3.96% และการลงทุนทางเลือก 4.79%
สำหรับทิศทางการลงทุนของ กบข. ในปี 2551 นั้น ในปีที่ผ่านมาผลตอบแทนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยถือว่าปรับตัวค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 38.10 แต่ในปีนี้แนวโน้มตลาดหุ้น และตราสารหนี้ทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากปัญหาซับไพรม์ ทำให้ กบข.ต้องมีการกระจายการลงทุนที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศ ลงทุนในนิติบุคคลเอกชนต่างประเทศ (Private Equity) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ประกอบกับการลงทุนของ กบข.ในปีนี้ ถือว่ามีความคล่องตัวมากขึ้น หลังจากที่มีการแก้ไข พ.ร.บ.กบข. ที่ได้ขยายเพดานการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นจากเดิมไม่เกินร้อยละ15 เป็นไม่เกินร้อยละ 25
นอกจากนี้ จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่คาดว่าจะปรับตัวลดลงตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ และแรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่จะเริ่มลดลงในไตรมาสที่ 2 จากผลกระทบทางเศรษฐกิจเนื่องจากปัญหาซับไพรม์ ผนวกกับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ต้นปี ทำให้ กบข. ต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจโลก
ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนนั้น รัฐบาลคงจะดำเนินนโยบายในด้านต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และบรรเทาผลกระทบของเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว โดยเฉพาะในด้านการส่งออก ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นให้ฟื้นตัวได้ภายในปีนี้ครับ
หน้า 26
ข้อมูลจาก มติชน
