หลังขัดแย้งถ่ายโอนสถานศึกษา กระทบคุณภาพศึกษาไม่กระเตื้องนายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า โครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชน หรือ Child Watch ได้ทำการวิจัยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณการลงทุนสำหรับเด็กและเยาวชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน 76 จังหวัดทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ พบว่าเทศบาลให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับเด็กและเยาวชนในจำนวนสูงขึ้น แต่องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สนับสนุนงบฯในเรื่องดังกล่าวลดลงในทุกจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยขององค์การยูนิเซฟที่ดำเนินการร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง โครงการศึกษาวิจัยศักยภาพท้องถิ่นในการพัฒนาและคุ้มครองเด็กและเยาวชน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างใน 25 จังหวัด กระจายทั่วทุกภูมิภาค และศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพจากกลุ่มตัวอย่าง 9 จังหวัด พบว่างบประมาณที่ลงทุนด้านการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนของเทศบาลสูงขึ้น แต่ในระดับ อบจ.และ อบต.กลับลดลง ซึ่งมีผลกระทบมาจากความอึมครึมในเรื่องปัญหาการถ่ายโอนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและบุคลากรไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตาม พ.ร.บ.การกระจายอำนาจ รวมทั้งกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้ามาตรวจสอบการที่ อปท.นำเงินไปสนับสนุนเกี่ยวกับการจ้างครูอัตราจ้าง การซื้อสื่อ และสนับสนุนกิจกรรม/โครงการของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นการใช้เงินผิดประเภท ส่งผลให้ อปท.ยุติการสนับสนุนช่วยเหลือโรงเรียนในสังกัด สพฐ.
การที่คุณภาพการศึกษาไทยในปีนี้ไม่กระเตื้องดีขึ้น ส่วนหนึ่งคิดว่ามีสาเหตุจากที่ อปท.ลดความช่วยเหลือโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ลง โดยเฉพาะจากสาเหตุปัญหาความขัดแย้งในเรื่องการถ่ายโอนสถานศึกษาจาก สพฐ.มายัง อปท. เมื่อทาง อปท.ไม่ช่วยสนับสนุนทรัพยากรก็ยิ่งทำให้โรงเรียนสังกัด สพฐ.ที่อยู่ห่างไกลยิ่งขาดแคลนหนักขึ้น ดังนั้น แนวทางการแก้ไขเรื่องนี้ รัฐบาลชุดใหม่ควรต้องกำหนดนโยบายการถ่ายโอนสถานศึกษาและบุคลากรให้ชัดเจน นายสมพงษ์กล่าว
นายสมพงษ์กล่าวต่อว่า ผลจากโครงการศึกษาวิจัยศักยภาพท้องถิ่นในการพัฒนาและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ยังสะท้อนให้เห็นว่างบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนเพื่อเด็กและเยาวชนในภาพรวม ซึ่งมีทั้งงบประมาณแผ่นดิน กองทุนต่างๆ นั้น ไม่ได้น้อยอย่างที่มีการวิจารณ์กัน มีเพียงพอ เพียงแต่การจัดสรรไปตามกระทรวงต่างๆ ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เกิดความซ้ำซ้อน ต่างคนต่างคน เป็นการใช้งบฯไปตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละกระทรวง จึงเกิดปัญหาใช้เงินเบี้ยหัวแตก งบฯถูกนำมาใช้ไม่ตรงกับสิ่งที่เด็กควรได้รับ ดังนั้น แนวทางแก้ไข คือส่วนกลางควรจะกำหนดนโยบายเชิงบูรณาการและกำหนดตัวบ่งชี้ส่วนกลางขึ้นมากำกับกึ่งบังคับในการนำเงินไปดูแลการศึกษา หรือโครงการเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน
หน้า 26
ข้อมูลจาก มติชน
