รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) กล่าวถึงการจัดอันดับมหาวิทยาลัยว่า หากผู้บริหารมหาวิทยาลัยนำผลที่ได้จากการจัดอันดับมาเป็นดัชนีชี้วัดเพื่อการพัฒนาจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ผู้ที่ดำเนินการจัดอันดับต้องเป็นองค์กรที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา และรู้ปรัชญาการศึกษาอย่างเพียงพอ และการจัดอันดับมหาวิทยาลัยแบบรวมหรือนำมหาวิทยาลัยทั้งเก่าและใหม่มาจัดอันดับรวมกันทั้งหมดอาจถูกมองว่าไม่มีความยุติธรรมเพียงพอได้ เพราะฉะนั้นหากมีการจัดอันดับโดยแยกเป็นสาขาก็จะเหมาะสมกว่า และที่สำคัญในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยต้องมีการสอบถามไปยังมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก่อนว่าสนใจจะเข้าร่วมให้ข้อมูลเพื่อการจัดอันดับหรือไม่ด้วยอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวต่อไปว่า ในทางปฏิบัติควรให้สังคมมีส่วนร่วมในการพิจารณาผลของการประเมินเพื่อจัดอันดับมหาวิทยาลัยด้วย เพราะการจะให้ผู้อ้างอิงนำผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเพียงด้านเดียวไปใช้คงจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ แต่ต้องสอบถามไปยังผู้ที่เรียนจบไปแล้วด้วยว่าเป็นอย่างไร การเรียนการสอนครอบคลุมหรือไม่ เพราะความแตกต่าง ระหว่างมหาวิทยาลัยเก่าและใหม่จะมีให้เห็นได้อย่างชัดเจนแน่นอน เพราะมหาวิทยาลัยเก่ามีการสั่งสมบ่มเพาะความรู้มายาวนาน และเมื่อถึงจุดหนึ่งก็จะออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ
“ผมเกรงว่าการจัดอันดับมหาวิทยาลัยจะทำให้มหาวิทยาลัยตกเป็นเป้าหมายของผู้ดำเนินการ ที่จะนำไปสร้างความสำคัญภายใต้การเบี่ยงเบนของข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงมากนัก ผมจึงอยากจะบอกว่าหากกล้าจัดอันดับมหาวิทยาลัย ก็จะต้องกล้ารับผิดชอบต่อตัวนักศึกษา เพราะการจัดอันดับเป็นเหมือนการสร้างตราบาปให้แก่มหาวิทยาลัย ทั้งที่จริง ๆ แล้วผู้บริหารมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งคงไม่ละเลยหรือปล่อยให้มหาวิทยาลัยชำรุดทรุดโทรม หรือไม่ดูแลให้ไม่มีการพัฒนาอย่างแน่นอน” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวและว่า เรื่องเหล่านี้ผู้บริหารควรมีการพูดคุยหารือกันเพื่อมิให้สังคมหลงทิศทาง เพราะมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอาจจะดีคนละด้าน แต่เมื่อโดนจัดอันดับในภาพรวมร่วมกับมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ จะทำให้สิ่งดี ๆ ของ มหาวิทยาลัยนั้น ๆ หายไปหมดเลย ซึ่งการเปรียบเทียบดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมกับมหาวิทยาลัยใหม่และมหาวิทยาลัยขนาดเล็กได้ ดังนั้นหากจะมีการจัดอันดับก็ควรจะจัดโดยการจำแนกตามกลุ่มสาขาของมหาวิทยาลัยนั้น ๆ จะดีที่สุด.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
