รายงานการศึกษาวาสนา แสงสุข รายงาน
แม้กระทรวงศึกษาธิการประกาศนโยบาย ปฏิรูปการศึกษา มายาวนานกว่า 7 ปี แล้ว แต่หากอ้างอิงจากผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในด้านต่างๆ กลับพบว่าผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าที่ควร
ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ซึ่งวัดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนไทยใน 5 กลุ่มสาระ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคม พบว่าเกือบทุกรายวิชาค่าเฉลี่ยที่นักเรียนทำได้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ พื้นฐานในการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ของประเทศ และยิ่งเมื่อเทียบเคียงเข้ากับประเทศเพื่อนบ้าน พบว่า นักเรียนไทยยิ่งถูกทิ้งห่างไปหลายช่วงตัว
หนึ่งในสาเหตุที่เห็นได้ชัดเจน คือ ครู ยังไม่สามารถปูพื้นฐานกระบวนการคิดและตั้งคำถาม ซึ่งเป็นหัวใจของวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนได้ ซึ่งสำหรับวิทยาศาสตร์แล้ว ครูที่ไม่เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์ ยังไม่เป็นอุปสรรคสำคัญเท่ากับ ครูที่ไม่ปลูกฝังทักษะให้เด็กรู้และเชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์
โครงการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์ (Inquiry-based Sciene and Technology Education Proram) หรือ IN-STEP จึงเกิดขึ้น มุ่งหวังพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากความร่วมมือของสถาบันคีนันแห่งเอเชีย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และบริษัทเอ็มเอสดี (ประเทศไทย) จำกัด เน้นการอบรมและพัฒนาทักษะครูให้สามารถสอนวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้นักเรียนมีความสนใจ สงสัย ตื่นตัว และสนุกไปกับกระบวนการค้นคว้า ทดลอง หาข้อสรุปด้วยตนเอง
นายดักลาส ชาง กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอ็มเอสดี กล่าวว่า จากการสนับสนุนด้านการศึกษวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา ทำให้ได้เรียนรู้ข้อมูลเชิงลึกที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการส่งเสริมประสิทธิภาพการสอนวิทยาศาสตร์ จึงต้องการนำความรู้ดังกล่าวมาสร้างประโยชน์ให้แก่อาจารย์วิทยาศาสตร์ของไทย โดยบริษัทสนับสนุนงบประมาณจำนวน 30 ล้านบาท สำหรับการดำเนินโครงการในระยะเวลา 3 ปี นอกจากนั้นยังให้การสนับสนุนบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และสื่อการเรียนการสอนที่เคยนำไปใช้และได้รับผลตอบรับที่ดีในอเมริกา
โครงการพัฒนาการศึกษาวิทยาศาสตร์เลือกครู 45 คน จาก 22 โรงเรียนใน จ.พังงา ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่ผ่านมา จัดอบรมนำร่องเพื่อให้ครูนำบทเรียนไปทดลองสอนนักเรียนในช่วงเปิดภาคเรียน 1/2550
นายพอล วิเด็ล กรรมการอำนวยการสถาบันคีนันแห่งเอเชีย เปิดเผยถึงเหตุที่เลือก จ.พังงา เป็นจังหวัดนำร่อง เชื่อว่าวิทยาศาสตร์จะเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิ อีกทั้งหากโครงการประสบความสำเร็จและได้ผลดีในพื้นที่ จ.พังงา ก็เชื่อว่าจะสามารถขยายผลและนำบทเรียนดังกล่าวไปใช้ในจังหวัดอื่นให้ได้ผลดีได้เช่นเดียวกัน
บทเรียนประกอบด้วยเรื่องพลังงาน เครื่องกลและการเคลื่อนที่ แสง และเรื่องโลกในอวกาศ มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา และสสวท. ร่วมให้ความรู้และอบรมครูแกนนำ โดยย้ำว่าครูจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนที่คุ้นชินอยู่ก่อน จากเดิมที่สอนให้เด็กคิดตามตำราเรียนเป็นหลัก
นางศิรนันท์ บำรุงกุล อาจารย์จากโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ จ.กาฬสินธุ์ ครูต้นแบบของสำนักงานสภาการศึกษา (สกศ.) และได้รับเลือกจากสถาบันคีนันฯ เข้าร่วมอบรมครูแกนนำ กล่าวว่า ครูต้องยอมรับและยอมปรับตัวก่อน นี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด คือครูต้องยอมกลับมาเป็นนักเรียน ยอมปรับเปลี่ยนวิธีการสอนที่เดิมครูสบายคือสอนโดยอ่านตำรา หรือบทเรียนให้เด็กฟัง แต่ครูที่ผ่านการอบรมโครงการนี้จะต้องมีสิ่งสำคัญที่สุดเลย คือฝึกให้เด็กมีทักษะในการคิด ตั้งสมมติฐาน ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเรียนวิทยาศาสตร์ หากเด็กได้คิด ตั้งสมมติฐานก็จะนำไปสู่การค้นคว้า ทดลอง พิสูจน์สมมุติฐานนั้น นำไปสู่ข้อสรุปที่เป็นข้อเท็จจริงที่ได้จากการลงมือปฏิบัติจริง
ต้องยอมรับว่าการปรับพฤติกรรมครูทำได้ยากกว่าการปรับพฤติกรรมเด็ก ครูต้องไม่ยึดอัตตา เพราะที่ผ่านมาเด็กไทยขาดทักษะการคิด สืบเสาะหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สำคัญมาก เพราะเมื่อเด็กไม่ลองทำก็ไม่รู้ว่าจะต้องอออกแบบ จัดกระบวนการคิดอย่างไร ทำนายคำตอบหรือตั้งสมมุติฐานก็ไม่ได้ ดังนั้นครูที่เข้าอบรมครั้งนี้ทั้งหมดเสมือนต้องกลับมาเป็นนักเรียน แล้วนำวิธีที่ได้เรียนมาไปสอนเด็กอีกทอดหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้ครูเองก็จะต้องพัฒนาทักษะความคิดของตนเอง และนำไปสู่การสอนให้เด็กพัฒนาทักษะความคิดตนเองตามไปด้วย เชื่อว่าผลที่จะได้รับตอบกลับมาน่าจะเห็นผลต่อการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ของเด็กได้ชัดเจนกว่าการสอนปกติ
หากผลจากความร่วมมือกันครั้งนี้สามารถนำไปสู่ผลสำเร็จตามที่ได้ตั้งความหวังไว้ได้แล้ว ปัญหาในขณะนี้จะหมดไป นำนักเรียนไทยก้าวไกลยิ่งขึ้นในโลกวิทยาศาสตร์
หน้า 24
ข้อมูลจาก ข่าวสด
