แฟชั่นถุงผ้าจ่ายกับข้าวมาแรงรับกระแสพิทักษ์สิ่งแวดล้อมโลก ดีไซเนอร์สินค้าแบรนด์ดังหลายบริษัทร่วมรณรงค์ลด-เลิกใช้ถุงพลาสติกใส่สินค้า ด้วยการผลิตกระเป๋า-ถุงผ้าออกวางจำหน่ายเป็นทางเลือกที่ เวียนกลับมาใช้ได้แม้ว่าในประเทศแถบยุโรป ประชาชนจะมีความนิยมพกถุงผ้าติดตัวไปใช้เวลาจับจ่ายซื้อสินค้ากลับมามาเป็นเวลานานแล้วโดยเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ลด-เลิกใช้ถุงพลาสติกซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้และเป็นขยะที่สร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว แต่ในสหรัฐอเมริกาดูเหมือนว่าเพิ่งจะมีการตื่นตัวในระดับกว้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ หลังจากที่เมืองซานฟรานซิสโก ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศห้ามใช้ถุงพลาสติกในการจำหน่ายสินค้าตามร้านชำ ร้านซูเปอร์มาร์เก็ต เมื่อต้นปีนี้ ประเดิมเป็นเมืองใหญ่แห่งแรกของสหรัฐอเมริกา และส่งผลให้เมืองใหญ่อื่นๆ เริ่มมีมาตรการเดียวกันนั้นตามออกมาบ้าง เช่นที่บอสตันและเบิกร์กเลย์ นอกจากนี้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เทศบาลเมืองลีฟ แรพพิดส์ ในประเทศแคนาดา ก็ประกาศตัวเป็นเทศบาลแห่งแรกของประเทศที่ห้ามร้านค้าใช้ถุงพลาสติกใส่สินค้าให้ลูกค้าเช่นกัน
การดำเนินโครงการส่งเสริมการใช้ถุงผ้าจ่ายกับข้าวแทนถุงพลาสติกและถุงกระดาษ (ซึ่งถุงพลาสติกถูกมองว่าเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติ ทั้งยังต้องใช้น้ำมันเปลืองในการผลิต ขณะที่ถุงกระดาษ ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนเนื่องจากต้องตัดโค่นต้นไม้และป่าไม้มาใช้ในการผลิต) ไม่ได้มีเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่ทั้งองค์กรเอกชนและบริษัทต่างๆ ในสหรัฐและยุโรป ต่างก็ขานรับและร่วมกระแสดังกล่าว ทำให้ถุงผ้าเป็นที่นิยมมากขึ้นและแพร่หลาย โดยปัจจัยหนุนส่วนหนึ่งมาจากบรรดาผู้ผลิตสินค้าแฟชั่นชื่อดังได้กระโดดเข้ามาร่วมกระแส เช่น สเตลลา แมคคาร์ทนีย์ ดีไซเนอร์ชั้นแนวหน้าจากอังกฤษได้ผลิตถุงผ้าเกษตรอินทรีย์ออกจำหน่ายเมื่อเดือนมิถุนายนในราคาใบละ 495 ดอลลาร์สหรัฐ แอร์เมส แบรนด์เนมระดับโลกก็มีถุงผ้าไหมสุดหรูแบบพับเก็บพกติดตัวได้ รุ่น ซิลกี้ ป๊อป มาจำหน่ายในราคา 960 ดอลลาร์ หรือย่อมเยาลงมาหน่อยได้แก่ ถุงช็อปปิ้งผ้าฝ้ายของดีไซเนอร์ อันยา ไฮนด์มาร์ช สวยเก๋แต่ราคาเพียง 15 ดอลลาร์ เป็นต้น
สินค้าเหล่านี้ทำให้กระแสถุงผ้าจ่ายกับข้าวได้รับความสนใจมากขึ้นในวงกว้าง เพราะนอกจากจะแสดงถึงความต้องการมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมแล้ว สตรีจำนวนมากยังรู้สึกว่ามันเป็นแฟชั่นที่สวยเก๋ และทำให้เธอดูทันสมัยอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของโลกอีกด้วย
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
