เดอะลี แฟมิลี่ ชี้ตลาดอาหารโดยรวม เติบโตดี ปรับพื้นที่สาขาสยามเซ็นเตอร์ นำพื้นที่มาจัดงาน รับจัดเลี้ยง แถลงข่าว หารายได้เสริม รวมทั้งทำตลาดอาหารแช่แข็งเกาะกระแสสินค้าของคนเมืองกรุง ด้านแผนขยายสาขายังไม่เพิ่มอีก 2 ปีนายชัยเทพ ภัทรพรไพศาล กรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท เดอะ ลีแฟมิลี่ จำกัด เจ้าของแบรนด์ภัตตาคารอาหารจีน ลี คิทเช่น ( Lee Kitchen) และ ลี คาเฟ่ (Lee Cafe) ครัวจีนทันสมัย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ว่า ภาพรวมธุรกิจอาหารในประเทศไทย ยังคงมีการเติบโตในทิศทางดี ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่เติบโตมากนัก และแบรนด์อาหารของบริษัทฯ คนไทย และลูกค้าชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะคนจีน ฮ่องกง และไต้หวัน รู้จักแบรนด์ของบริษัทฯ ต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ มีการปรับตัวเกี่ยวกับร้าน ให้รองรับกับกำลังซื้อของลูกค้า ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้ทำการเพิ่มพื้นที่ของร้านอาหารของบริษัทฯ ที่ ชั้น 4 สยามเซ็นเตอร์ ฝั่งพารากอน สร้างให้เป็น Community Restaurant เป็นร้านอาหารที่เป็นจุดเชื่อมของคนสยาม เนื่องจากความเหมาะสมของทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใจกลางเมือง ซึ่งพร้อมรับงานเปิดตัวสินค้าแถลงข่าวสัมมนากลุ่มย่อย งานเลี้ยงสังสรรค์ ฯลฯ เนื่องจากจุดเด่นของร้านตกแต่งแนว อินเทรนด์ มีบรรยากาศของคนเมืองสมัยใหม่ พื้นที่ใช้สอยกว่า 230 ตารางเมตร บรรจุคนได้กว่า 120 คน เพื่อรองรับลูกค้าเป็นกลุ่มๆ
นอกจากนั้นบริษัทฯ ได้ปรับแผนธุรกิจในรอบ 20 ปี โดยทำการรวม 2 สาขาบนถนนจันทร์ และอาคารธนิยะ พลาซ่า เป็นหนึ่งเดียว ภายใต้ คอนเซปต์ใหม่ ไพรเวท เรสเตอรองท์(Private Restaurant) รายแรกของเมืองไทย ซึ่งขณะนี้กำลังเจรจาเช่าพื้นที่ในเอราวัณ แบงคอก เพื่อเปิดตัว ลี คิทเช่นในรูปแบบใหม่ ส่วนอีก 1 สาขาที่เหลือตั้งอยู่ ลี เพลส อพาร์ตเมนต์นั้น อาจจะปรับไปเป็น ลี คาเฟ่ ครัวจีนสมัยใหม่
การปรับกลยุทธ์ในครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา อีกทั้งยังพบว่าคนรุ่นใหม่ที่นิยมอาหารจีนแบบดั้งเดิมมีไม่มากนัก ดังนั้น จะเห็นว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ร้านอาหารจีนแบบดั้งเดิมได้ทยอยปิดกิจการไปจำนวนมาก ส่วนที่เหลือก็มีปรับรูปแบบไปเป็นร้านจีนสไตล์โมเดิร์นเปิดอยู่ในห้างสรรพสินค้า และในช่วง 2 ปีที่ผ่านมารายได้ของลี คิทเช่นก็ลดลงมากกว่า 50%
สำหรับทางด้านธุรกิจในเครือแบรนด์ ลี คาเฟ่ ที่เป็นร้านอาหารจีนสมัยใหม่นั้น บริษัทฯได้ทำตลาดในเชิงรุกมากขึ้น โดยมีการแตกไลน์ธุรกิจออกไปในรูปของอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง ซึ่งจะเริ่มจากเมนูยอดนิยม เช่น ผัดไทย ขนมผักกาด ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ พร้อมกันนี้ มีแผนลงทุนเปิดคีออส ในฟู้ดคอร์สของห้างสรรพสินค้าต่างๆ โดยนำเมนูยอดนิยมสามารถรับประทานได้ง่าย เช่น กุยช่าย ขนมผักกาด ผัดไทย ราดหน้า ฯลฯ นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มแล้วยังเป็นการสร้างแบรนด์ให้รับรู้ในวงกว้างอีกด้วย ซึ่งทั้งสองธุรกิจนี้คาดว่าจะเปิดได้ภายในปีนี้
ปัจจุบัน ลี คาเฟ่ มี 6 สาขา คือ สยามเซ็นเตอร์, เพลินจิต, เอสพลานาด, เอราวัณ แบงคอก, สุวรรณภูมิ และเซ็นทรัลเวิลด์ แต่หลังจากนี้ ทางบริษัทฯ จะยังไม่มีการขยายสาขาไปอีก 2 ปี เนื่องจากต้องการทำให้ร้านอาหารในเครือของบริษัทฯ ให้มีการเติบโต ตรงตามเป้าที่วางไว้ก่อน
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
