กว่าครึ่งลดลูกจ้าง-ลดราคาวัตถุดิบธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานแนวโน้มธุรกิจประจำเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักธุรกิจในสาขาต่างๆ ทั่วประเทศพบว่า ในภาพรวมนักธุรกิจมองแนวโน้มช่วงที่เหลือของปี 2550 ภาวะอุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อที่ปรับลดลง และสถานการณ์การเมืองที่น่าจะเริ่มคลี่คลาย เช่นเดียวกับภาวะการลงทุนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่พร้อมที่จะขยายการลงทุน หากความกังวลคลี่คลายลง
นอกจากนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตของหลายอุตสาหกรรมที่อยู่ในระดับสูงก็เป็นปัจจัยหนุนต่อแนวโน้มการลงทุนในระยะต่อไป ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่คาดว่าน่าจะเริ่มลงทุนในปีนี้และระยะต่อไป ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ปิโตรเคมี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และพลังงาน แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากปี 2549 ขณะที่อุตสาหกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออกเป็นหลักอาจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเงินบาทที่แข็งค่ามากขึ้น
แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี ผู้ประกอบการส่งออกต้องการให้ภาครัฐทบทวนและออกมาตรการเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ พบว่าคำสั่งซื้อล่วงหน้าจากทั้งในประเทศและต่างประเทศเริ่มชะลอลง
จากการสำรวจพบว่าผู้ส่งออกได้ปรับตัวด้านการผลิต โดยผู้ส่งออก 81.8% ปรับตัวโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รองลงมาคือ ปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ ลดกำลังการผลิต เพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบนำเข้า และย้ายฐานการผลิต การปรับตัวด้านราคาพบว่าผู้ส่งออก 50% ปรับตัวโดยลดราคารับซื้อวัตถุดิบ รองลงมาคือ ปรับเพิ่มราคาส่งออก และราคาในประเทศ ส่วนการปรับตัวด้านการตลาดพบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 72.7% ใช้วิธีขยายตลาดส่งออกใหม่ ส่วนการปรับตัวด้านจ้างงานผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 52.3% ปรับตัวโดยลดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา ลดจำนวนพนักงาน บางรายเลือกปรับตัวโดยจ้างผู้ผลิตจากภายนอกมากขึ้น รวมทั้งจากการจ้างงานตามแผนการผลิต นอกจากนี้ยังมีการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น
หน้า 18
ข้อมูลจาก มติชน
