หนี้ครัวเรือนไทยเดือนสิงหาคมทะลุ 31% ของจีดีพีเป็นครั้งแรก จี้รัฐต้องเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ระบุส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค คลังยืนตัวเลขจีดีพีปีนี้ 4% เท่าเดิม มองการอัดฉีดเงินของภาครัฐเป็นตัวหนุนดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงภาวะหนี้ครัวเรือนของไทยในเดือนสิงหาคม 2550 ว่า ครัวเรือนไทยมีหนี้สินเฉลี่ย 132,626.65 ล้านบาท คิดเป็น 31.32% ของจีดีพีที่คาดการณ์ไว้ในปีนี้ ถือเป็นสัดส่วนที่สูงเกิน 30% ครั้งแรกในประวัติการณ์ ซึ่งรัฐบาลต้องให้ความสำคัญและหาทางแก้ไข แม้จะยังไม่เป็นปัญหารุนแรง เนื่องจากเป็นหนี้เพื่อการบริโภค ที่ไม่สามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นในอนาคต
หนี้สินดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัญหาการออมในประเทศ ที่อาจจะไม่เพียงพอรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ดร.ธนวรรธน์ กล่าวและว่า รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เพราะหนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งรัฐบาลต้องเลือกตั้งโดยเร็ว และรัฐบาลชุดใหม่ต้องมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่น
นางพรรณี สถาวโรดม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ใหม่ ซึ่งคาดว่าอัตราการขยายตัวยังอยู่ในระดับ 4% เท่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนพฤษภาคม และช่วงการขยายตัวอยู่ระหว่าง 3.8-4.3% โดยมีปัจจัยหนุนมาจากการบริโภคภาครัฐที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น และการลงทุนภาครัฐก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือ การใช้จ่ายภาคเอกชน ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่แนวโน้มการลงทุนปีนี้จะไม่ขยายตัว ส่วนการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในครึ่งปีหลัง โดยปีนี้น่าจะอยู่ที่ 6.5% ลดลงจากเดิมที่คาดไว้ที่ระดับ 8.1%
การส่งออกเดือนกรกฎาคมเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างน่าตกใจ ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท โดยต้องรอดูเดือนสิงหาคมอีกครั้ง และต้องตรวจสอบตัวเลขจากกรมศุลกากรด้วย แต่ก็เป็นไปตามที่คาดการณ์อยู่แล้วว่าการส่งออกระยะต่อไปน่าจะขยายตัวได้ไม่เกิน 7-8% จึงต้องให้ภาครัฐเป็นแรงขับเคลื่อนต่อไป ซึ่งคลังจะประเมินตัวเลขเศรษฐกิจอีกครั้งเดือนพฤศจิกายน นางพรรณี กล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
