นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในปัจจุบัน ส่งผลให้ผู้ประกอบการส่งออกได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในส่วนลูกค้าของธนาคารเองก็ได้แนะนำให้ลูกค้าป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่ลูกค้าต้องการคือ ต้องการความชัดเจนจากทางการ ว่าค่าเงินบาทจะอยู่ในระดับใด เพื่อจะได้เตรียมตัว หรือปรับตัวได้ทัน ซึ่งที่ผ่านมานั้นทางการไม่ได้ส่งสัญญาณเพื่อให้ผู้ประกอบการได้เตรียมตัวและตั้งรับกับสถานการณ์ดังกล่าวได้อย่างทันท่วงทีแต่อย่างใด“อย่างไรก็ดี ระยะสั้นนั้น ธนาคารก็ได้ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนถึง 8-10% หรือคิดเป็นมูลค่า 40,000 ล้านบาทเศษ ของสัดส่วนสินเชื่อโดยรวมทั้งหมดที่มีกว่า 500,000 ล้านบาท และอีกส่วนหนึ่งคือกลุ่มอุตสาหกรรมโดยรวมอีก 32% ซึ่งธนาคารแนะนำลูกค้าให้ซื้ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (ฟอร์เวิร์ด) แต่ก็เป็นการป้องกันได้ระดับหนึ่ง และธนาคารเองก็ช่วยได้เพียงส่วนเดียวเท่านั้น โดยในส่วนตัวของนักธุรกิจเองก็ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะปรับปรุงกระบวนการผลิต ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องคำนึงถึงอยู่แล้ว”
สำหรับมาตรการต่าง ๆ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมา เพื่อช่วยดูแลค่าเงินบาทนั้น มองว่าเป็นมาตรการที่ดี แต่ทั้งนี้เห็นว่าก็ยังขาดความมั่นใจอยู่บ้าง เนื่องจากมองว่าธปท.จะต้านทานการแข็งค่าของเงินบาทได้นานเท่าไร และโดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าเงินบาทยังมีโอกาสที่จะแข็งค่าขึ้นไปอีก
“ในช่วงครึ่งปีหลังนี้การบริโภคอาจจะยังไม่ดีขึ้น เพราะภาครัฐก็ยังไม่ได้ใส่เงินเข้ามาเต็มที่ โครงการเมกะโปรเจคท์ต่าง ๆ น่าจะเกิดขึ้นในช่วงปีหน้า ซึ่งเชื่อว่ากว่าความเชื่อมั่นจะกลับคืนมาเต็มที่ ก็คงเป็นช่วงหลังการเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่แล้วเพราะจะมีนโยบายออกมา ถึงเวลานั้นเงินบาทก็จะดีดกลับมาอ่อนค่าลง”.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
