คอลัมน์ นอกเวลาโดย ชีวิน ขันตรี
ภายหลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่าสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535) ชื่อของ สันติ โภไคยอุดม ก็เริ่มคุ้นหูคนในวงการโทรคมนาคม เพราะนอกจากจะเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แล้ว
สันติ ยังเป็นผู้เริ่มต้นขุดคุ้ยสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือจนพบว่าสัญญาที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมของผู้ให้บริการทั้ง 4 ราย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) ไม่ถูกต้อง และนำไปสู่การส่งให้กฤษฎีกาตีความจนได้ข้อสรุปออกมาอย่างชัดเจน
นอกจากเรื่องงานที่ สันติ ได้ทุ่มเทจนทำให้ประสบความสำเร็จแล้ว ชีวิตส่วนตัวก็ยังไม่ลืมที่จะให้เวลากับครอบครัวด้วย เพราะยึดหลักการที่ว่า แม้งานจะเป็นสิ่งที่สำคัญก็จริง แต่เรื่องของครอบครัวก็ต้องใส่ใจดูแลไม่แพ้กัน
สันติ เล่าว่า หน้าที่ความรับผิดชอบในขณะนี้ นอกจากจะเป็นเรื่องของกฎหมาย และระเบียบต่างๆ ของกระทรวงไอซีทีแล้ว ยังต้องรับผิดชอบพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่างๆ ที่เข้ามายังกระทรวงไอซีทีด้วย ซึ่งทุกเรื่องจะต้องพยายามแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วง เรื่องไหนที่ยังไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ทันที จะต้องแก้ไขเฉพาะหน้าไปก่อน หลังจากนั้นค่อยมาพิจารณาในรายละเอียดอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อไป
โดยยอมรับว่า เรื่องที่เป็นงานหนักที่สุดในตอนนี้ ก็คงจะเป็นการแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 เพราะถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานาน ทำมาหลายยุคหลายสมัยเหมือนมหากาพย์เรื่องยาวแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องพยายามเดินหน้าอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว
ขณะเดียวกัน ยังมีเรื่องของกิจการดาวเทียม ที่ได้ยื่นให้กฤษฎีกาตีความไปแล้วเช่นเดียวกัน แต่คาดว่าจะไม่มีปัญหายุ่งยากเหมือนสัญญาโทรศัพท์มือถือ
ถึงเม้ทุกเรื่องที่ทำจะเป็นเรื่องยาก ที่อาจจะหาทางออกได้ลำบาก แต่จะพยายามอย่างเต็มที่ เพราะมีคติในการทำงานอยู่แล้ว คือ ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด
ส่วนเรื่องที่ค่อนข้างหนักใจมากเป็นพิเศษ กลับไม่ใช่งานในหน้าที่ของตนเอง แต่เป็นเรื่องการทำงานของบุคลากรหน่วยงานในสังกัด ที่ยังทำงานโดยยืดหลักผลประโยชน์ขององค์กรอยู่น้อย ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าพนักงานส่วนใหญ่ยังรู้สึกไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัท เพราะเจ้าของที่แท้จริง คือ รัฐ
ทำให้เวลาที่เกิดข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของตน กับบริษัทเอกชน ก็จะมองที่ผลประโยชน์ของบริษัทเอกชนมากกว่าที่จะมองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานของตนเอง ซึ่งหากแก้ไขในเรื่องนี้ได้ ก็มั่นใจว่าทุกหน่วยงานจะสามารถเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดีแน่นอน
ทั้งนี้ สันติ ก็ยอมรับว่า ตั้งแต่ที่เข้ามาทำงานในกระทรวงไอซีที ชีวิตส่วนตัวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เมื่อมีเวลาว่างก็ไม่ลืมที่จะขับรถยนต์พาครอบครัวออกไปพักผ่อนต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นทะเล ภูเขา ไปได้หมด ส่วนใหญ่ก็จะไปกับภรรยาผู้รู้ใจ พรทิพย์ โภไคยอุดม เพราะลูก 2 คน ที่มีอยู่โตหมดแล้ว ต่างคนจึงต่างแยกย้ายไปอยู่คนละที่ไม่ค่อยมีเวลาพร้อมหน้าพร้อมตากันมากนัก แต่หากพร้อมหน้าพร้อมตาเมื่อไหร่ กิจกรรมที่ชอบทำร่วมกันก็คงจะเป็นการไปเดินเที่ยวห้างสรรพสินค้า และทานข้าวด้วยกัน
ผมเป็นคนง่ายๆ เวลาไปเที่ยวก็ไปแบบง่ายๆ ใส่เสื้อยืด รองเท้าแตะ กางเกงขาสั้น ก็ไปได้แล้ว เพราะไม่ชอบอะไรที่ยุ่งยากเป็นพิธีรีตรอง
โดยรถยนต์คู่ใจก็คงจะเป็นโตโยต้า โคโรน่า สีบรอนซ์เงิน ออกสีตะกั่วนิดหน่อย อายุก็ประมาณ 10 ปีแล้ว แต่ยังสามารถใช้งานได้เป็นอย่างดี ซึ่งรถคันนี้ถือเป็นรถคันโปรดที่ชอบใช้มากที่สุด จากทั้งหมดที่มีอยู่ 4 คัน ยี่ห้อโตโยต้าทั้งหมด
แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ก็มีแผนจะซื้อรถคันใหม่มาใช้งานแทนคันเดิมที่ใช้มานานด้วย โดยยี่ห้อที่กำลังเล็งไว้มี 2 รุ่น คือ ฮอนด้า ซีอาร์วี และซีวิค ส่วนสียังไม่ได้กำหนด เพราะต้องไปดูก่อนว่าถูกใจสีไหน ซึ่งการเลือกรถส่วนใหญ่จะเลือกสีพื้นๆไม่เน้นฉูดฉาด เพราะไม่ค่อยชอบ
สำหรับเรื่องหมายเลขทะเบียนรถ จะเป็นเลขอะไรก็ได้ เพราะไม่ได้ต้องการว่าจะต้องเป็นเลขสวย หรือตัวเลขตามความเชื่อทางไสยศาสตร์อยู่แล้ว
สันติ บอกว่า การเลือกซื้อรถส่วนใหญ่ จะไม่เน้นว่าจะต้องมีราคาแพง หรือเป็นรถยี่ห้อดัง แต่คำนึงที่ประโยชน์ใช้สอยมากกว่า เช่น ถ้าให้เลือกรถที่มีราคาไม่สูง กับรถที่มีราคาถูก แต่ประโยชน์ใช้สอย และคุณสมบัติเท่ากัน ก็จะต้องเลือกรถที่มีราคาถูก เพราะนอกจากจะคุ้มค่ากว่าแล้ว ยังไม่เป็นการสิ้นเปลืองอีกด้วย
แต่เคยคิดซื้อรถราคาแพงเหมือนกัน ตอนสมัยเป็นเด็กอยากได้รถยนต์ยี่ห้อมัสแตงมาก เพราะเหมือนกับว่าใครขับรถยี่ห้อนี้จะมีคนมอง แอบอิจฉากันตาเป็นมันเลยทีเดียว แต่พอโตขึ้นมาหน่อยความคิดก็เริ่มเปลี่ยนไป
สำหรับเรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการขับรถยนต์ ยอมรับว่าเคยมีอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการเฉี่ยวชนเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะเป็นคนที่ขับรถไม่ค่อยเร็ว หากถนนโล่ง หรือไปเที่ยวต่างจังหวัดก็จะอยู่ที่ประมาณ 90-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น
สันติ เล่าว่า หากวันไหนว่าง และไม่ได้เดินทางไปที่ไหนก็จะไม่ลืมที่จะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน โดยส่วนใหญ่จะอ่านหนังสือหลากหลาย ไม่ยึดติดว่าจะต้องเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ที่ชอบมากที่สุดคงจะเป็นหนังสือด้านวิศวกร และเรื่องกฎหมาย โดยจะเน้นอ่านเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นจริง เช่น เมื่อเห็นสารคดีเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง และสนใจว่าจะหาทางออกในเรื่องนั้นยังไง ก็จะไปศึกษาข้อมูลจากหนังสือเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
ซึ่งแตกต่างจากสมัยเป็นเด็ก เพราะในช่วงนั้นจะชอบอ่านหนังสือการ์ตูนประเภทกำลังภายในมาก เพราะรู้สึกว่าสนุก และตื่นเต้นดี คงจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับเด็กผู้ชายทั่วไปที่ชื่นชอบการ์ตูนประเภทนี้อยู่แล้ว แต่พอเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ก็ไม่ได้หยิบหนังสือประเภทนี้ขึ้นมาดูอีกเลย
ส่วนเรื่องของกีฬาที่ชื่นชอบนั้น เคยชอบวิ่งมาก สมัยก่อนเคยวิ่งวันละ 5 กิโลเมตร ต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี เพราะรู้สึกว่าการวิ่งทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น
แต่พอเกิดอุบัติเหตุเดินชนวงกบประตู จนกระดูกขาแตก ก็ไม่ได้วิ่งออกกำลังกายอีกเลย จึงเปลี่ยนมาเป็นการเดินออกกำลังกายแทน ซึ่งก็ทำให้รู้สึกดีได้เหมือนกัน เพราะถึงแม้จะเป็นการเดินก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายอีกรูปแบบหนึ่ง
หน้า 18
ข้อมูลจาก มติชน
