ประธานคณะอนุฯตรวจสอบแอมเพิลริชฯ แย้งส่งคตส.ชุดใหญ่พิจารณา 18 มิ.ย.นี้ ลดภาษีแอมเพิลริชฯ-โอ๊ค-เอม วงในเผยคณะกรรมการเสียงแตก 4 คนไม่เห็นด้วยให้แก้ไขตัวเลข คาดเบื้องต้นสูญเงินภาษีกว่า 9พันล้านบาทนายวิโรจน์ เลาหะพันธุ์ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบทุจริตการซื้อขายหุ้น บริษัท ชินคอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผย ฐานเศรษฐกิจ ว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯ อยู่ระหว่างการปรับปรุงตัวเลขการคิดภาษีสำหรับการขายหุ้น ชินคอร์ปฯในส่วนที่ บริษัท แอมเพิลริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด ถือครองอยู่ ซึ่งจะมีการปรับลดลงจากเดิมที่ คตส. เคยประกาศไว้ หลังจากนั้นคาดว่าจะสรุปส่งให้ คตส. ชุดใหญ่พิจารณาเป็นมติที่ประชุมในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2550 นี้
ตอนนี้เรายังไม่ได้ส่งเรื่องไปให้กรมสรรพากรประเมินการจัดเก็บภาษีแอมเพิลริชฯ นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร เพราะยังต้องมีการปรับตัวเลขจัดเก็บภาษีลงอีกนิดหน่อย ก่อนส่งให้คตส.ชุดใหญ่พิจารณา และส่งให้กรมสรรพากรประกอบในการประเมินการเรียกเก็บภาษี นายวิโรจน์กล่าว
แหล่งข่าวจาก คตส. กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการหุ้นชินคอร์ปฯ ที่มี นายวิโรจน์ เป็นประธาน เสนอให้มีการพิจารณาปรับลดตัวเลขการจัดเก็บภาษีลงเกือบ 9,000 ล้านบาท จากที่ประมาณการไว้เดิมที่ 20,800 ล้านบาทจากการหลบเลี่ยงภาษีซื้อขายหุ้น บริษัท แอมเพิลริช อินเวสท์เมนท์ จำกัด นายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร โดยปรากฎว่าคณะกรรมการ คตส. 4 คน ที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การคิดภาษีเงินได้จากการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศ การคิดเงินปันผลของแอมเพิลริชฯที่ได้รับจากหุ้นชินคอร์ปฯที่คิดย้อนไปถึงปี 2546 และภาษีเงินได้จากการตีมูลค่ากำไรส่วนต่างจากหุ้นที่นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทาได้รับไป
โดยกรณีแรกที่เกี่ยวกับการคิดภาษีเงินได้จากการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศ (เงินได้หลังหักภาษีที่ส่งไปต่างประเทศ) ซึ่งคตส. ระบุในครั้งแรกว่า แอมเพิลริชฯมีการนำเงินปันผลส่งออกต่างประเทศตลอดเวลา จึงต้องเสียภาษีส่วนนี้อีก 7% แยกเป็น เนื้อภาษีจริง จำนวน 1,259.48 ล้านบาท เบี้ยปรับ 2 เท่า จำนวน 2,518.95 ล้านบาท และเงินเพิ่มอีก จำนวน 184.82 ล้านบาท รวมเป็นเงินภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น 3,963.25 ล้านบาทนั้น ภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการฯได้มีการพิจารณาทบทวนแล้วเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้วเม็ดเงินดังกล่าวไม่ได้มีการโยกย้ายออกไปแต่อย่างใด จึงพิจารณาให้ยกเว้นการจัดเก็บภาษีในส่วนนี้หมดทั้งจำนวน 3,963.25 ล้านบาท
กรณีที่ ครอบครัวชินวัตรอ้างว่า หุ้นชินคอร์ปฯของแอมเพิลริชฯ มีผู้ดูแลเป็น บริษัท ยูบีเอส เอจี(สิงคโปร์) ในครั้งแรก คตส. เห็นว่า ไม่เป็นประเด็น เพราะผู้ดูแลหุ้น หรือคัสโตเดียน เป็นผู้ทำตามคำสั่งของกรรมการแอมเพิลริชฯอีกชั้นหนึ่ง จึงไม่ใช่ตัวแทนของแอมเพิลริชฯแต่อย่างใด และไม่ถือเป็นการประกอบการของแอมเพิลริชฯในประเทศนั้นๆแต่อย่างใด ตามมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร
จึงส่งผลให้ กรณีการคิดภาษีเงินได้ของแอมเพิลริชฯ ที่ก่อนหน้านี้ คตส. ระบุว่า เป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย และการที่หุ้นชินคอร์ปฯได้เปลี่ยนมือจากแอมเพิลริชฯไปยัง นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 ถือเป็นเงินได้จากการขายหุ้นที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ใช่เกิดในสิงค์โปร์ ดังนั้นกรณีของเงินปันผลที่แอมเพิลริชฯได้รับจากการถือหุ้นชินคอร์ปฯ จำนวน 329.25 ล้านหุ้นในทุกๆปี รวมเป็นเงินได้ย้อนไปถึงปี 2546 เป็นเงิน 1,770 ล้านบาท และแม้ว่าชินคอร์ปฯจะมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% ของทุกปีแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นเงินได้จากการประกอบการในประเทศ จึงต้องเสียภาษีเพิ่มอีก 20% และแอมเพิลริชฯได้นำไปฝากไว้ที่ธนาคารต่างประเทศ จึงต้องชำระภาษีเงินได้ในส่วนนี้อีก 7%(รวมเป็นภาษีที่ต้องชำระจริงทั้งสิ้น 37%)
ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯพิจารณาในข้อกฎหมายดังกล่าวแล้วเห็นว่า สามารถที่จะตีความกฎหมายได้ตามที่ครอบครัวชินวัตรกล่าวอ้างได้ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นช่องโหว่ของกฎหมายดังกล่าว แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องส่งเรื่องกลับไปให้เป็นมติของคณะกรรมการชุดใหญ่อีกครั้ง ซึ่งไม่น่าที่จะเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการขัดกับมติเดิมที่ออกไปแล้ว ที่เฉพาะ 2 ส่วนนี้ ภาษีก็หายไป 5,000 กว่าล้านบาทแล้ว และมีกรรมการ 4 คน ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อีกด้วย แหล่งข่าว กล่าว
กรณีการคิดภาษีเงินได้จากฐานกำไรสุทธิ (เงินปันผล เงินขายหุ้นชินคอร์ปฯ ภาระปลอดหนี้ 2542-2549) เดิมแยกเป็น เนื้อภาษีจริง 5,230 ล้านบาท เบี้ยปรับ 2 เท่า 10,450 ล้านบาท และเงินเพิ่ม 723 ล้านบาท รวมเป็นเงินภาษีทั้งสิ้น 16,403.96 ล้านบาท แต่ขณะนี้คณะอนุกรรมการฯมีความเห็นว่า น่าที่จะคิดย้อนหลังเหลือเพียง 2 ปีเท่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่ามีเหตุผลในการคิดอย่างไรในเรื่องนี้ เพราะเสมือนว่ามีความพยายามที่จะลดหย่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้กับครอบครัวชินวัตรมากขึ้น
หากมีการปรับเปลี่ยนดังกล่าว กรณี การคิดภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายของ นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา(ประโยชน์ที่ได้รับจากแอมเพิลริช เนื่องจากการซื้อหุ้น) ที่แอมเพิลริชได้รับประโยชน์ในหุ้นชินคอร์ปฯเป็นพิเศษถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่แอมเพิลริชมิได้หักไว้ ณ ที่จ่าย แอมเพิลริชจึงต้องเป็นลูกหนี้ร่วมในหนี้ภาษี 6,530 ล้านบาท จึงต้องมีการปรับลดตัวเลขลงไปด้วย
สำหรับโทษทางภาษีตาม มาตรา 65 ทวิ(4) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ระบุว่า ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลอดในวันที่โอนให้บริการหรือให้กู้ยืมเงิน ฆ คณะอนุกรรมการได้มีการตีความกันใหม่อีกรอบหนึ่ง โดยสรุปว่า ราคาที่ใช้นั้น ควรเป็นราคาหุ้นในตลาดในช่วงนั้น ซึ่งอยู่ในระดับ 46-48 บาทต่อหุ้น แทนราคาเดิมที่คิดจากราคา ณ วันที่ขายไป 49.25 บาทต่อหุ้น จึงน่าที่จะใช้ราคากลางที่ 47 บาทต่อหุ้น มาใช้เป็นตัวตั้ง แล้วลบด้วยราคาที่ได้รับมา 1 บาทต่อหุ้น เหลือเป็นกำไร 46 บาทต่อหุ้น มาใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี
ด้วยข้อกฎหมายข้างต้น คตส. จึงเห็นควรวินิจฉัยว่า แอมเพิลริชฯมีเงินได้ตามความเป็นจริงจากการขายหุ้นให้ลูกเป็น จำนวน 329.25 ล้านบาท เงินส่วนนี้ถือเป็นการขายในราคาทุนเท่ากับที่ซื้อมา จึงไม่มีเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในส่วนนี้แต่แอมเพิลริชฯได้สมคบกับผู้ซื้อขายหุ้นในราคาถูกเพื่อช่วยให้ผู้ซื้อไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ในส่วนต่าง 46 บาท(ขายในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่มูลค่าตลาดมีราคาหุ้นละ 48 บาท) คิดเป็นมูลค่ากว่า 15,000 ล้านบาท ซึ่งต้องเสียภาษีในอัตรา 30%
ดังนั้น แอมเพิลริชมีเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณเป็นภาษี ประกอบด้วย เงินรายได้จากการขายหุ้นในปี 2549 จำนวน 16,200 ล้านบาท เงินได้เนื่องจากเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ 329.25 ล้านบาท บวกค่านายหน้าอีก 1.44 ล้านบาท เงินได้ทั้งหมดนี้บริษัทไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี และภาษีเงินได้นิติบุคคลกลางปี นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ก็ต้องรับผิดแทนบริษัทและต้องเสียทั้ง ภาษีจริง เบี้ยปรับ 2 เท่า และเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือนด้วย แต่ก็คงจะลดลงไปจากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 20,879.29 ล้านบาท แหล่งข่าว กล่าว
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
