โบรกเร่งปรับเป้าหมายดัชนี800จุด โรดโชว์จี้นำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นรายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยวันที่ 4 มิ.ย. ดัชนีเปิดตลาดในช่วงเช้าทรงตัวในกรอบแคบ หลังจากนั้นปรับขึ้นต่อเนื่องจาก ความเชื่อมั่นทางเมืองที่ไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น โดยระหว่างวันดัชนีปรับขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 775.41 จุด ต่ำสุด 757.35 ดัชนีปิดที่ระดับ 770.61 จุด เพิ่มขึ้น 16.68 จุด มูลค่าการซื้อขายร้อนแรงถึงระดับ 37,067.10 ล้านบาท สัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็น นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 7,362.82 ล้านบาท จากความเชื่อมั่นการเมืองไทย นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิ 39.73 ล้านบาท และนักลงทุนราย ย่อยขายสุทธิ 7,402.55 ล้านบาท โดยจากข้อมูลตั้งแต่เดือน ม.ค. จนถึงเดือน มิ.ย. นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 74,786.71 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 59,341.87 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 15,444.84 ล้านบาท
นางวิริยา ลาภพรหมรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เกียรตินาคิน กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยดัชนีปิดปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 วัน รวม 42 จุด ตอบรับกับความคลี่คลายทางการเมืองที่มีความชัดเจนมากขึ้นหลังคดียุบพรรค ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติมีความมั่นใจกับตลาดหุ้นไทย จึงเข้าซื้อต่อใน หุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะพลังงาน และธนาคารพาณิชย์ ทำให้ บล.ตั้งเป้าหมายดัชนีในปีนี้ใหม่อยู่ที่ระดับ 780-800 จุด
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวถึงการไปนำเสนอข้อมูลให้นักลงทุนต่างชาติ (โรดโชว์) ที่ประเทศสิงคโปร์ อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 27 พ.ค.-3 มิ.ย. 50 ว่า นักลงทุนต่างชาติต้องการให้มีบริษัทที่เป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง โดยวิธีการนั้นควรให้โรงไฟฟ้าเข้ามาระดมทุน เพื่อเพิ่มความน่าสนใจของตลาดหลักทรัพย์ไทย และเพิ่มความหลากหลายของสินค้าใหม่ ๆ ให้นักลงทุนมากขึ้น
ทั้งนี้ ตลท. และสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ กำลังศึกษาแนวทางร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปในเรื่องนี้ โดยจะนำแผนการที่ได้จากการหารือนำเสนอต่อรัฐบาลให้เร็วที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่นัก ลงทุนต่างชาติต้องการ แต่ทั้งนี้หากเสนอต่อภาครัฐไม่ทันรัฐบาลชุดนี้ก็จะเสนอแผนอีกครั้งต่อรัฐบาลชุดหน้า นอกจากนี้นักลงทุนต่างชาติต้องการให้บริษัทจดทะเบียนที่มีขนาดกลาง โดยมีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เกตแคป) ตั้งแต่ 4,000-10,000 ล้านบาท ได้นำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติรับรู้ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนขนาดกลางน้อย อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้จากการหารือในครั้งนี้พบว่า ต่างชาติต้องการเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ทั้งนักลงทุนระยะสั้นและระยะยาว
“เรื่องที่ต่างชาติสอบถามมากคือการเมือง หลังจากคดียุบพรรคได้ตัดสิ้นเสร็จแล้ว คำถามต่อมาที่นักลงทุนอยากรู้คือ การร่างรัฐธรรมนูญ และกำหนดการเลือกตั้ง โดยส่วนมากมีความคาดหวังว่าจะมีการเลือกตั้งได้ตามกำหนดไว้ในสิ้นปีนี้ หรือเร็วกว่านั้น และสนใจสินค้าในตลาดจะมีบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เข้ามาระดมทุนไหม”.
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
