หลังยื้อ7ปีสินค้าไม่ติดตลาด ลดไซซ์เหลือแค่ร้านสะดวกซื้อลีดเดอร์ไพรซ์ ไปไม่รอด หลังประคองตัวมา 7 ปี สินค้ากลับไม่ติดตลาด บิ๊กซี เตรียมโละทั้ง 5 สาขา ลดขนาดเหลือแค่ มินิ ทำร้านสะดวกซื้อ เริ่มนำร่องซอยอุดมสุข คาดหวังตลาดร้านสะดวกซื้อวิ่งฉิว โต้หนี พ.ร.บ.ค้าปลีก ชี้ กม.ยังไม่ชัด
น.ส.จริยา จิราธิวัฒน์ รองประธานฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านลีดเดอร์ไพรซ์ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 5 สาขา ได้แก่ นวนคร เสนานิคม ประชาสงเคราะห์ สุขุมวิท และวงเวียนใหญ่ หลังจากเปิดดำเนินการมาประมาณ 7 ปี ให้เป็นร้านค้าปลีกภายใต้ชื่อมินิ บิ๊กซี
น.ส.จริยากล่าวว่า ที่ผ่านมาร้านลีดเดอร์ไพรซ์ ซึ่งเน้นจำหน่ายสินค้าที่บริษัทผลิตเอง (เฮ้าส์แบรนด์) ภายใต้ชื่อ ลีดเดอร์ไพรซ์ 100% แต่แบรนด์สินค้ากลับไม่เป็นที่รู้จักมากนัก บริษัทต้องมีการใช้งบฯเพื่อโฆษณา ขณะที่นโยบายการทำตลาดสินค้าเฮ้าส์แบรนด์จะไม่ใช้งบฯด้านการตลาด เพื่อสามารถทำสินค้าได้ในราคาถูก ในปีที่ผ่านมาบริษัทจึงได้พัฒนารูปแบบร้านมินิ บิ๊กซีขึ้น โดยลดขนาดจากร้านค้าลีดเดอร์ไพรซ์ 500-700 ตร.ม. เหลือประมาณ 200-300 ตร.ม. เปิดดำเนินการสาขาแรกที่สุขุมวิท 103 (ซอยอุดมสุข)
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร้านมินิ บิ๊กซี ถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก บริษัทจำเป็นต้องศึกษาเพื่อพัฒนาและปรับรูปแบบธุรกิจอีกหลายด้าน ที่ผ่านมาได้เริ่มนำสินค้าแบรนด์ทั่วไปเข้ามาจำหน่ายในสัดส่วน 50% และลดจำนวนสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ลงเหลือ 50%
การขยายตัวผ่านสาขาขนาดเล็กนี้ บริษัทมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่มากกว่า เนื่องจากเมืองไทยมีชุมชนที่กระจายตัวอยู่มาก ที่ผ่านมาการเติบโตของสาขาขนาดเล็กถือว่าเติบโตมาก เช่น เซเว่นอีเลฟเว่น หรือร้านของห้างขนาดเล็ก แม้ว่าขณะนี้ผลจะยังไม่เป็นที่น่าพอใจ โดยต้องมีการพัฒนาหลายด้าน บริษัทเองก็ต้องมีการปรับองค์กรเพื่อบริหารร้านขนาดเล็กด้วย ส่วนการวางตำแหน่งทางการตลาดนั้นต้องการให้มินิ บิ๊กซีเป็นร้านสะดวกซื้อ น.ส.จริยากล่าว
น.ส.จริยากล่าวว่า การขยายสาขาขนาดเล็กไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง เนื่องจากการลงทุนค้าปลีกทุกรูปแบบต้องอยู่ภายใต้กฎหมายดังกล่าว และต้องมีการขออนุญาตล่วงหน้าก่อนเปิดทุกครั้ง ซึ่งขณะนี้กฎหมายดังกล่าวก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าหลักเกณฑ์การอนุญาตจะเป็นอย่างไร
สำหรับแผนการลงทุนบริษัทปีนี้จนถึงปี 2551 ยังเป็นไปตามเดิม เนื่องจากได้ดำเนินการขออนุญาตไว้แล้ว ปีนี้ 4 สาขา ได้แก่ ลำพูน หางดง จ.เชียงใหม่ สมุย และชลบุรี และปีหน้าเตรียมขยายเพิ่มอีก 4 สาขา จากสิ้นปีที่ผ่านมาบริษัทมีสาขารวม 49 สาขา
น.ส.จริยากล่าวว่า ส่วนผลการดำเนินงานช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 14,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 7.2% ซึ่งถือเป็นการขยายตัวในระดับที่น่าพอใจในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยสิ้นปีนี้คาดว่าจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 10%
หน้า 7
ข้อมูลจาก มติชน
