รายงานข่าวจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) แจ้งว่า ขณะนี้ธพว. เตรียมจะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาอนุมัติจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เอส เอ็มอีแบงก์ (เอเอ็มซี) ขึ้นมา โดยรูปแบบอาจเป็นการจัดตั้งเป็นบริษัทลูกของธพว. หรือเกิดจากการร่วมทุนกับเอเอ็มซีอื่น เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของเอสเอ็มอี ที่ขณะนี้เฉพาะลูกค้าของธพว. พบว่ามีเอ็นพีแอลสูงถึง 50% ของยอดสินเชื่อทั้งหมด รวมถึงเพื่อรองรับผลกระทบจากวิกฤตการเงินสหรัฐ ที่คาดจะมีเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีเกิดขึ้นอีกมากทั้งจากลูกค้าธพว. และลูกค้าของธนาคารพาณิชย์อื่น สำหรับข้อเสนอการจัดตั้งเอเอ็มซีดังกล่าว เนื่องจากหากธพว. จะต้องขายสินทรัพย์ให้เอเอ็มซีอื่นจะต้องมีการเข้ามาสำรวจสินทรัพย์ทั้งหมดของธนาคาร ซึ่งอาจมีปัญหาการเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าได้ อีกทั้งเมื่อเข้ามาสำรวจข้อมูลแล้วก็ไม่สามารถประกันได้ว่าเอเอ็มซีต่างๆ จะซื้อเอ็นพีแอลของธนาคารหรือไม่ทั้งนี้ จากการพิจารณาเบื้องต้นพบว่าจากวิกฤตการเงินสหรัฐกระทบสภาพคล่องของเอสเอ็มอีจำนวนมาก จึงเห็นด้วยกับกรณีสมาคมธนาคารไทยเสนอขอให้กระทรวงการคลังดำเนินการโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยถูกหรือซอฟต์โลนจำนวน 2 หมื่นล้านบาท แทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ไม่สามารถดำเนินการได้อีก โดยกระทรวงการคลังอาจพิจารณาให้สถาบันการเงินของรัฐเป็นผู้ปล่อยเงินกู้แทนนั้น ธพว.พร้อมดำเนินการแต่ต้องจัดหาแหล่งเงินทุนให้ เนื่องจากธพว. ไม่มีสภาพคล่องส่วนเกินเพียงพอ ทั้งนี้ซอฟต์โลนที่จะปล่อยกู้ควรจะจำกัดเงื่อนไขเพียงเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนเท่านั้น เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกระทบกับปัญหาเงินทุนหมุนเวียนของหลายธนาคาร นอกจากนี้อยากเรียกร้องให้ภาครัฐหรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยออกมาพูดตัวเลขจริง ไม่อยากให้ปิดบังหรือเปิดเผยเพียงข้อมูลด้านดีเพราะทำให้เอสเอ็มอีปรับตัวไม่ทัน
อย่างไรก็ตาม หากจะให้ธพว.ดำเนินการปล่อยกู้ จะขอเสนอให้แยกบัญชีการปล่อยกู้ดังกล่าวหรือบัญชีพิเศษ (พีเอสเอ) ต่างหากจากเงินกู้ทั่วไปของธนาคาร เพื่อมิให้ส่งผลกระทบต่อการตั้งสำรองของธนาคารหากภายหลังจะได้รับผลจากการปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทั้งนี้ที่ผ่านมาเมื่อธปท.มีโครงการซอฟต์โลนก็มักจะปล่อยกู้กับธนาคารพาณิชย์มากกว่าธพว.เนื่องจากไม่เชื่อใจ ซึ่งเรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการตรวจสอบเข้มงวด
นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร อดีตผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวว่า จากปัญหาวิกฤตสถาบันการเงินโลกจากสหรัฐ ยุโรป ได้ส่งผลกระทบไปยังประเทศต่างๆ ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว หลายประเทศจึงตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยประมาณ 0.5-1% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนในประเทศ จึงมองว่าธปท. ควรปรับอัตราดอกเบี้ยลง ส่วนจะลดลงเท่าใดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่สำคัญธปท. อาจปรับแนวคิดการดูแลเศรษฐกิจตามเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อ เพื่อหันมาดูแลการขยายตัวเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากภายนอก เพราะหากดอกเบี้ยของไทยสูงกว่าประเทศอื่นเงินทุนอาจไหลกลับมา ผลักดันให้เงินบาทแข็งค่าจนกระทบการส่งออก การบริหารอัตราแลกเปลี่ยนจึงต้องสอดคล้องกับประเทศเพื่อนบ้าน
ข้อมูลจาก ข่าวสด
