นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในงานสัมมนา ทางเลือกกองทุนรวมสู้วิกฤต ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) และหนังสือพิมพ์ข่าวหุ้น ว่า หลังจากนี้คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้นทั่วโลกจะชะลอการปรับลดอย่างรุนแรงเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากในวันเดียวกันนั้น รมว.คลังสหรัฐอเมริกาออกมายืนยันแล้วว่าพร้อมจะนำเงินไปเพิ่มทุนในสถาบันการเงิน หรือกึ่งการเงินที่ไม่ใช่เพียงธนาคารพาณิชย์เพื่อยุติความหวั่นกลัวจากธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกที่มีเงินฝากในธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งจากมาตรการดังกล่าวจะเป็นหลักประกันได้ว่าจะไม่มีเงินฝากจากที่ไหนสูญหายหรือไม่ได้รับเงินคืนหากต้องการถอนเงิน ซึ่งจะรวมถึงเงินฝากในธนาคารขนาดเล็กเพราะอเมริกามีการประกันเงินฝากตั้งแต่ 2.5 แสนเหรียญสหรัฐลงมา ดังนั้นหากจะมีธนาคารใดถูกปิดอีกรัฐบาลก็เตรียมเงินสำรองไว้พร้อม เหล่านี้จะสร้างความเชื่อมั่นและคาดจะส่งผลให้หุ้นที่ทรุดต่ำทั่วโลกและลุกลามมาถึงเอเชียอยู่ในฐานะที่ไม่ทรุดต่ำไปกว่านี้นายโอฬาร กล่าวต่อว่า สำหรับภาครัฐก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะนี้ได้เตรียมพร้อมสภาพคล่องเงินดอลลาร์ไว้รองรับอย่างเต็มที่หากนักลงทุนต่างประเทศที่มีเงินลงทุนในประเทศไทยต้องการนำเงินกลับเพื่อไปช่วยแก้ปัญหาในประเทศของเขา โดยพิจารณาแล้วพบว่าขณะนี้เงินทุนในตลท.ของต่างชาติมีทั้งสิ้น 1.1 แสนล้านบาท หรือ 3.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศของไทยมีทั้งสิ้น 1.17 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รวมกับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ไทยที่มีอยู่ทั่วโลกอีก 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 1.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากหักลบกับเงินทุนต่างชาติแล้วเราจะมีสภาพคล่องเหลือ 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยการขนเงินออกจะทยอยนำออกวันละ 2.5 พันล้านบาท เห็นได้จากสภาพการณ์ตลาดหุ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค.51 ที่ต่างชาติเทขายหุ้น ดังนั้นจากนี้เราก็มีเวลาเหลือให้ต่างชาติขนเงินออกทั้งหมดราว 50 วัน ซึ่งจะไม่กระทบกับสภาพคล่องของไทย
แม้ต่างชาติจะขนเงินออกทั้งหมด ก็ยังมีเวลากว่า 50 วัน ซึ่งระหว่างนี้เรามีสภาพคล่องเกินพอและประเทศไทยก็แข็งแกร่งไม่เหมือนปี40 แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะต้องดูแลควบคู่กันไปเพื่อไม่ให้หุ้นร่วงไปมากกว่านี้คือนักลงทุนสถาบันของไทย ทั้งกองทุนบำเหน็จบำนาญภาครัฐ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนรวม บริษัทจัดการกองทุนต้องไม่หวั่นไหวและเทขายหุ้นซ้ำเติมไปอีกเช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นายโอฬารกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ที่จดทะเบียนซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่มีพื้นฐานดี ผลประกอบการดี รวมถึงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้บริหารของบริษัทเหล่านั้นเข้ามาซื้อหุ้นของบริษัทตนเองเพื่อกอบกู้สถานการณ์ไม่ให้หุ้นตกต่ำลงไปอีก รวมถึงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าธุรกิจในไทยยังแข็งแกร่งซึ่งขณะนี้มีบริษัทขนาดใหญ่เข้าร่วมแล้ว 15 บริษัท โดยหากมีเงินของคนไทยเข้าซื้อหุ้นวันละ 2.5 พันล้านบาทซื้อหุ้นจากต่างชาติที่เทขายราคาถูกแต่คุณภาพสินค้าดี ก็จะมีเงินกลับมาในระบบได้ 1 แสนล้านบาทภายใน 50 วันเช่นกัน และรัฐเองก็มีมาตรการเสริมทั้งการขยายวงเงินลดหย่อนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว(แอลทีเอฟ)และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ)เป็น 7 แสนล้านบาท การจัดตั้งกองทุนร่วมทุน(แมชชิ่ง ฟันด์) เพื่อซื้อหุ้นซึ่งเพียงพอรับมือเงินไหลออกในตลาดหุ้นไทย
ข้อมูลจาก ข่าวสด
