นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษา รมว.คลัง เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 13 ต.ค.นี้จะหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเสนอให้ ธปท.ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.5-2% ในทันที หากจำเป็นควรมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉุกเฉิน แม้ประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเหมือนปี 40 แต่หากสถานการณ์ทางการเมืองยังคงรุนแรงยืดเยื้อ มีความเสี่ยงสูงต่อเศรษฐกิจไทย อาจชะลอตัวลงและเข้าสู่ภาวะเงินฝืดได้ในมุมมองส่วนตัวผมเห็นว่าควรลด 0.5% แต่นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลังอยากให้ลด 2% ตรงนี้เป็นความเห็นไม่ใช่การชี้นำ หรือแทรกแซง โดย ธปท.มีอิสระเต็มที่ในการทำงานและตัดสินใจ แต่เมื่อ ธปท.เห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นก็ควรมีการเรียกประชุมฉุกเฉิน เพราะไม่สามารถปล่อยให้ตลาดหุ้นตกลงเรื่อยๆ เนื่องจากกระทบมูลค่าลงทุนของคนจำนวนไม่น้อย นายอนุสรณ์กล่าว
ทั้งนี้ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากผลกระทบวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐจำเป็นที่ต้องดำเนินนโยบายการเงินล่วงหน้า เพื่อหาแนวทางผ่อนคลายนโยบายการเงินให้เร็วขึ้น ภายหลังธนาคารกลางทั่วโลกได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง จึงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล เพราะแรงกดดันต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวลดลงรวมทั้งไทยด้วย
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวถึงกรณีที่บางฝ่ายต้องการให้ธปท. มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.5-1% ตามธนาคารกลางในหลายประเทศว่า กนง. ตัดสินใจในเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตามเงื่อนไขเวลาการประชุมที่แน่นอนอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการประชุมกนง. วาระพิเศษ ส่วนการพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% เพราะความเสี่ยงอัตราเงินเฟ้อลดลง ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินที่ให้ความสำคัญอัตราเงินเฟ้อน้อยลงด้วย ขณะเดียวกันสถาบันการเงินไทยไม่ประสบปัญหาวิกฤตการเงินต่างประเทศมากนัก อีกทั้งขณะนี้ดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบอยู่
ส่วนการเข้มงวดในการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์นับเป็นเรื่องปกติ เมื่อเกิดความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การเงินในต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดแรงกดดันด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ตามมา หากเศรษฐกิจชะลอตัวจนกระทบต่ออัตราการขยายตัวสินเชื่อ เพราะความต้องการน้อยลง เป็นเพียงความพยายามรักษามาตรฐานตามปกติ ไม่ได้ปิดกั้นการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการระวังจนไม่ปล่อยสินเชื่อให้ภาคธุรกิจเลย
ด้านนายปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า กรณีที่ประธานธนาคารโลกระบุมี 28 ประเทศกำลังพัฒนามีความเสี่ยงสูงจะประสบภาวะปัญหาทางเศรษฐกิจรุนแรงและจะเปิดเผยรายชื่อในการประชุมรัฐมนตรีคลังโลก นั้นหากพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทยไม่น่าจะอยู่ในรายชื่อดังกล่าว เพราะภาคธุรกิจมีความมั่นคง
ในส่วนของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยไม่ได้เข้าไปลงทุนในตราสารที่มีปัญหามาก และสถานะสถาบันการเงินไทยมีความแข็งแกร่งมั่นคง นายปกรณ์กล่าว
ข้อมูลจาก ข่าวสด
