คอลัมน์ เศรษฐกิจพาทีถุงแดง
วิกฤตการเงินสหรัฐที่ลุกลามขยายวงกว้างไปทั่วโลก ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกต่างเร่งใช้มาตรการต่างๆ หวังยับยั้งความเสียหาย
ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ยสหรัฐลง 0.50% โดยเฟดฟันด์เรตลดลงเหลือ 1.5% และดิสเคาน์เรตเหลือ 1.75%
เช่นเดียวกับธนาคารกลางสหภาพยุโรป (ECB) ลดดอกเบี้ยลงเหลือ 3.75% และธนาคารกลางอังกฤษลดดอกเบี้ยลงเหลือ 4.5%
ส่วนธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ก็เพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 16 ปี ถึง 1%
เช่นเดียวกับธนาคารกลางฮ่องกง ที่ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่เรียกเก็บจากธนาคารพาณิชย์ลง 1%
และจีนก็มีข่าวว่าจะปรับลดดอกเบี้ยลงเช่นกันในเร็วๆ นี้
ขณะที่ประเทศไทยสวนกระแส โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรืออัตราดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตรอายุ 1 วัน ไว้ที่ 3.75% เท่าเดิม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชุดใหม่นัดแรก เมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา
ด้วยเหตุผลที่ว่า ยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่แม้จะปรับตัวลดลงมาจากราคาน้ำมันที่ลดลง
รวมถึงปัจจัยภายนอกที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวมีความเสี่ยงมากขึ้นจากวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐ จนอาจเกิดความเสี่ยงทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยชะลอลง
หวังว่าตัดสินใจการตรึงดอกเบี้ยของกนง. จะพาเศรษฐกิจไทยฝ่าวิกฤตการเงินไปได้
ข้อมูลจาก ข่าวสด
