วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ทำเอาผู้นำทั่วโลกประณามเล่นการเมืองมากไป บุช แถลงสู้ต่อ ย้ำถ้าไม่เร่งแก้ยิ่งเลวร้าย รมต.คลังสหรัฐวิ่งวุ่นหามาตรการชั่วคราวรองรับ เฟดอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มอีกรอบ เพิ่มวงเงินกันระบบการเงินโลกล่มเป็น 6แสนล้านดอลลาร์ประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์จ บุช แถลงนโยบาย
รับมือภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ
บุช แถลงสู้ต่อ ย้ำถ้าไม่เร่งแก้ยิ่งเลวร้าย
เมื่อเวลาประมาร 19.45 น. วันที่ 30 กันยายน (ตามเวลาประเทศไทย) ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ของสหรัฐอเมริกา แถลงการณ์เกี่ยวกับแผนฟื้นฟูภาคการเงิน หลังสภาคองเกรสคว่ำแผนขออนุมัติจากสภา 7 แสนล้านดอลลาร์ โดยยืนยันว่า การปฏิเสธของสภาไม่ได้บั่นทอนความพยายามที่รัฐบาลของเขาจะคลี่คลายวิกฤติครั้งนี้ พร้อมทั้งเรียกร้องให้สภาคองเกรสยอมเร่งเห็นชอบกับแผนนี้ ถ้าไม่อยากให้ภาวะเศรษฐกิจเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่
"เรากำลังอยู่ในสถานการณ์เร่งด่วน ซึ่งอาจย่ำแย่ลงได้อย่างรวดเร็ว หากไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง" นายบุช กล่าว
ผู้นำทั่วโลกผิดหวัง-เร่งผ่านโดยเร็ว
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐคว่ำร่างกฏหมายแก้ไขสถาบันการเงิน ทำให้ผู้นำหลายชาติทั้งจากยุโรปและเอเชียแสดงความกังวล โดยนายกอร์ดอน บราวน์ นายกรัฐมนตรีอักงฤษระบุว่าเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างมาก ส่วนนายเควิน รัดด์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย กล่าวว่าได้พูดคุยกับนายบราวน์และตกลงว่าทั้งออสเตรเลียและอังกฤษในฐานะพันธมิตรสหรัฐจะช่วยกันกดดันให้สภาคองเกรสผ่านแผนดังกล่าวโดยเร็ว เพราะไม่เช่นนั้นจะกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก
นายทาโร อาโสะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้แจ้งแก่บรรดารัฐมนตรีของญี่ปุ่นว่า ญี่ปุ่นต้องทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันเศรษฐกิจญี่ปุ่น และญี่ปุ่นไม่ควรยอมให้ระบบการเงินโลกพังทะลาย ขณะที่นายคาโอรุ โยซาโน รัฐมนตรีเศรษฐกิจ เปิดเผยว่าญี่ปุ่นรู้สึกกังวลอย่างมากและเร่งให้ส.ส.และส.ว.สหรัฐเร่งเจรจากันใหม่เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว ส่วนนายโชอิชิ นาคากาวา รัฐมนตรีคลังเรียกร้องให้ตลาดญี่ปุ่นอย่าตื่นตระหนก โดยย้ำว่าภาคการเงินของญี่ปุ่นอยู่ในสภาพที่ดี
นางกลอเรีย อาร์โรโย ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เปิดเผยว่าในขณะะนี้ทางการฟิลิปปินส์กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดเงินและปกป้องฟิลิปปินส์จากผลกระทบของสหรัฐ ด้านนายโจเซฟ แยม ผู้ว่าการธนาคารกลางฮ่องกง กล่าวว่าจะอัดฉีดเงินเข้าตลาดถ้าจำเป็น หลังจากได้อัดฉีดไปแล้ว 2 รอบในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับเรียกร้องให้ตลาดอยู่ในความสงบ
ยุโรป-ญี่ปุ่นอัดฉีดเข้าตลาดอีกอื้อ
ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น ได้อัดฉีดเงินฉุกเฉินพิเศษเข้าตลาดเป็นครั้งที่ 10 เป็นเงิน 3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 9.79แสนล้านบาท) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในตลาด ส่วนธนาคารกลางสหภาพยุโรป (อีซีบี) ได้เปิดให้กู้ยืมเงินระยะสั้น1 วัน อีกครั้ง เป็นเงิน 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือตลาดกู้ยืมระหว่างธนาคารที่ประสบความลำบากหลังจากเกิดวิกฤตในสหรัฐ นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับธนาคารกลางสหรัฐเพิ่มวงเงินแลกเปลี่ยนระหว่างกัน (swap lines) ขึ้นสองเท่าเป็น 2.4 แสนล้านดอลลาร์ทั้งนี้เพื่อให้อีซีบีสามารถป้อนเงินดอลลาร์โดยตรงให้กับธนาคารในยุโรปที่ต้องการเงินทุน
วิกฤตลามยุโรปไม่หยุด
สำหรับปัญหาของธนาคารยุโรปอันสืบเนื่องมาจากวิกฤตสินเชื่อในสหรัฐนั้น ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยนอกจากธนาคารฟอร์ติสซึ่งเป็นธนาคารสัญชาติเบลเยี่ยม-เนเธอร์แลนด์ ต้องถูกรัฐบาลเข้าเทคโอเวอร์แล้ว ล่าสุดธนาคารเด็กเซีย ซึ่งเป็นธนาคารสัญชาติฝรั่งเศส-เบลเยี่ยม ก็ประสบปัญหาเช่นกัน โดยรัฐบาลของเบลเยี่ยม ฝรั่งเศสและลักเซมเบิร์ก ได้ร่วมกันอัดฉีดเงินเงินทุนให้กับเด็กเซีย 6.4 พันล้านยูโร หลังจากราคาหุ้นของธนาคารดิ่งลงถึง 30 % วิกฤตของเด็กเซีย ถึงกับทำให้ประธานาธิบดีฝรั่งเศสจัดประชุมฉุกเฉินกับทีมที่ปรึกษาเศรษฐกิจในเวลา 05.00 น.ของวันที่ 30 กันยายน
ด้านปัญหาของธนาคารฟอร์ติสและเด็กเซีย ส่งผลกระทบต่อธนาคารอีกหลายแห่งในยุโรป โดยรัฐบาลของไอร์แลนด์ ได้ประกาศมาตรการให้การคุ้มครองเงินฝากในธนาคารใหญ่ 6 แห่งของไอร์แลนด์เป็นเวลา 2 ปี หลังจากดัชนีตลาดหุ้นของไอร์แลนด์ดิ่งลงอย่างหนัก ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่ารัฐบาลไอร์แลนด์ต้องใช้เงินถึง 5 แสนล้านยูโร ในการคุ้มครองเงินฝากครั้งนี้
แบงก์เยอรมนีเจอหางเลข
ขณะที่ราคาหุ้นของคอมเมิร์ซ แบงก์ ธนาคารใหญ่อันดับสองของเยอรมนีก็ได้รับผลกระทบ กระทั่งราคาหุ้นลดลงไปกว่า 13 % ส่วนธนาคารรอยัล แบงก์ ออฟ สก๊อตแลนด์ (อาร์บีเอส) ต้องออกมายืนยันสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าทางธนาคารไม่ได้รับผลกระทบจากการที่ธนาคารฟอร์ติสถูกรัฐบาลเทคโอเวอร์
รายงานข่าวระบุว่า ผลพวงจากวิกฤตสถาบันการเงินยุโรปซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐคว่ำร่างกฏหมายแก้วิกฤต ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดลดลงเช่นกัน ก่อนที่บางตลาดจะพลิกมาอยู่ในแดนบวกได้เล็กน้อยหลังจากผ่านไประยะหนึ่ง เช่นตลาดหุ้นอังกฤษ เพิ่มขึ้น 0.22 % ฝรั่งเศสบวก 0.21 % ส่วนเยอรมนีปรับลง 0.75 % ส่วนเบลเยี่ยมร่วงแรงกว่า 4.73 % จากปัญหาธนาคารฟอร์ติสและเด็กเซีย
เยอรมนี-ยุโรปจี้มะกันรับผิดชอบ
รายงานข่าวเปิดเผยว่า นางอังเกล่า เมอร์เคล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ได้ออกมาแสดงความคาดหวังว่า ร่างกฏหมายดังกล่าวของสหรัฐจะผ่านความเห็นชอบได้ภายในสัปดาห์นี้เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องสร้างความมั่นใจให้กับตลาด ขณะที่โฆษกของคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป ได้เรียกร้องให้สหรัฐจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และต้องแสดงภาวะผู้นำเพื่อเห็นแก่บริษัทต่างๆของอเมริกันเองและเพื่อเห็นแก่โลก
หุ้นทั่วโลกดิ่งเหว ตลาดหุ้นรัสเซียหยุดเทรด
สำหรับผลกระทบจากการที่สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐคว่ำร่างกฏหมายแก้ไขสถาบันการเงิน ซึ่งผิดความคาดหมายได้ส่งคลื่นแห่งความตื่นตระหนกไปยังตลาดหุ้นทั่วโลก โดยดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐอเมริกาในวันที่ 29 กันยายน ดิ่งลงมากถึง 777.68 จุด หรือ 6.98 % ทำให้มูลค่าตลาดหุ้นหายไป 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ นับเป็นการร่วงลงในวันเดียวมากที่สุดนับจากเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2544 แต่ก็ยังน้อยกว่าเหตุการณ์"จันทร์ทมิฬ" เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2530 ที่ดัชนีร่วงลง 22.61 จุด
ด้านตลาดหุ้นทั่วเอเชียแปซิฟิค ล้วนปรับตัวลดลงถ้วนหน้า ยกเว้นหั่งเส็งของฮ่องกงที่สามารถปิดตลาดเพิ่มขึ้น 135.53 จุด หรือ 0.8 % หลังจากร่วงลงไป 5.6 % ในช่วงเปิดตลาด ทั้งนี้เป็นเพราะนักลงทุนเข้าช้อนซื้อหุ้นราคาถูก ขณะที่ตลาดหุ้นญี่ปุ่นลดลง 483.75 จุดหรือ 4.12 % ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ไต้หวันลดลง 210.35 จุดหรือ 3.55 % เป็นต้น
ด้านทางการของรัสเซียมีคำสั่งให้ตลาดหุ้นรัสเซียหยุดการซื้อขายชั่วคราว หลังจากดัชนีอาร์ทีเอสและไมเซ็กซ์ ปรับลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ไม่ยอมเห็นชอบร่างกฏหมายแก้ไขวิกกฤตสถาบันการเงิน อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ชี้ว่าปัญหาภาคการเงินส่วนหนึ่งของรัสเซียเกิดจากราคาน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของรัสเซียลดต่ำลง
น้ำมันร่วงเหลือเกือบ11เหรียญ
รายงานข่าวระบุว่า ราคาน้ำมันดิบไลต์สวีทในนิวยอร์ควันที่ 29 กันยายน ลดลง 10.52 ดอลลาร์ ปิดตลาดที่ 96.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อมาในการซื้อขายที่เอเชียวันที่ 30 กันยายน ราคาปรับลงอีกเหลือ 95.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากกังวลเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตามในการซื้อขายที่ลอนดอนราคาปรับขึ้น 1.18 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 97.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากนักลงทุนเริ่มกลับเข้ามาซื้อหลังจากเห็นว่าราคาต่ำลงมาก
ข้อมูลจาก มติชน
