ปลัดคลังวิตกหลัง คองเกรส สหรัฐฯยื้ออนุมัติงบฯแก้วิกฤต คาดก้อนแรกได้แค่ 2 แสนล้านดอลล์ หวั่นกระทบทั่วโลกรวมทั้งไทย คปภ.เผย เอไอเอ โดนถอนกรมธรรม์ 20 ล้าน น้อยกว่าที่ฮ่องกง-สิงคโปร์ ขณะที่ต่างชาติขายหุ้นแล้ว 1.2 แสนล้าน บุช เชิญ โอบามา-แมคเคน ขอความเห็นกู้วิกฤตเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่กระทรวงการคลัง มีการประชุมคณะกรรมการติดตามประสานงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน ซึ่งมีกรรมการจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อติดตามวิกฤตการเงินของสหรัฐ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงผลประชุมว่า จากการวิเคราะห์พบว่าวิกฤตการเงินของสหรัฐส่งผลกระทบต่อไทยไม่มากนัก โดย ธปท.ได้ดูแลภาคการเงินไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แม้จะมีผลกระทบบ้าง แต่ถือว่าเล็กน้อย
"จากข้อมูลที่หารือ ทำให้คณะกรรมการมีความสบายใจระดับหนึ่ง เพราะเห็นภาพรวมที่ชัดเจนมากขึ้น แต่จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้มีปัญหาในอนาคต โดยนัดหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า" นายศุภรัตน์กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายศุภรัตน์ยอมรับว่า หากสภาคองเกรสของสหรัฐไม่อนุมัติการใช้งบประมาณ 7 แสนล้านเหรียญ เพื่อแก้วิกฤต จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งไทย แต่ยังประเมินไม่ได้
นางจันทรา บูรณฤกษ์ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนเป็นต้นมา มีการถอนกรมธรรม์จากบริษัท เอไอเอ ประเทศไทย ประมาณ 20 ล้านบาท หรือเฉลี่ยวันละ 20-30 กรมธรรม์ต่อวัน แต่เทียบกับลูกค้าที่ฮ่องกงและสิงคโปร์มีการแห่ถอนกันมากกว่า และส่วนใหญ่ถอนเงินลงทุน ไม่ใช่เงินประกันชีวิต นอกจากนี้จากปัญหาวิกฤติในสหรัฐทำให้ประชาชนและผู้เอาประกันสนใจสอบถามฐานะทางการเงินของบริษัทประกัน และปัญหาต่างๆ ผ่านสายด่วน 1186 เพิ่มขึ้น 40% จากเดิมวันละ 250 สาย เป็น 350 สาย
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า จากการติดตามพบว่ามีเงินไหลออกน้อยมากเมื่อเทียบกับทุนสำรองทางการที่มีอยู่จำนวนมาก ประกอบกับขณะนี้มีหนี้ต่างประเทศเพียง 30% ของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี )โดยเป็นหนี้ระยะสั้นเพียง 38% ของยอดหนี้ แตกต่างจากปี 2540 มาก ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบลงทุนในต่างประเทศประมาณ 3.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท น้อยมากเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ทั้งระบบ 8 ล้านล้านบาท ส่วนเงินลงทุนในซีดีโอคิดเป็น 0.36% ของสินทรัพย์รวม และส่วนที่เกี่ยวข้องกับเลห์แมน บราเธอร์ส โดยตรงมีเพียง 7 พันล้านบาท หรือ 0.001% ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น
"เงินที่ออกไป ส่วนใหญ่ไหลออกจากตลาดทุน เห็นได้จากดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่ลดลง และเป็นแรงขายของต่างชาติ แต่ไม่ใช่ขายออกไปทั้งหมด เพราะยังมีเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในตราสารหนี้ ส่วนเงินลงทุนโดยตรงในต่างประเทศของเอกชนมีไม่มาก จึงไม่ใช่ประเด็นที่น่าหนักใจ แต่ ธปท.จะติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด หากมีปัญหาก็ได้เตรียมเครื่องมือดูแลสภาพคล่องไว้แล้ว หากจำเป็นก็สามารถเติมเงินเข้าสู่ระบบด้วยวิธีการต่างๆ" นางธาริษากล่าว
นางนงราม วงษ์วานิช รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ดัชนีตลาดหุ้นปรับลดลง 27% ต่างชาติขายสุทธิประมาณ 1.2 แสนล้านบาท เทียบย้อนหลัง 9 ปี ต่างชาติยังซื้อสุทธิ 1.5 แสนล้านบาท และจากการติดตามการขายช็อตเซลส์เพื่อเก็งกำไร ก็พบว่ายังอยู่ในภาวะปกติ โดยมีแนวโน้มลดลงด้วย ขณะนี้มีสัดส่วนเพียง 0.6% ของการซื้อขายรวมเท่านั้น
วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐบรรลุข้อตกลงกับพรรคเดโมแครตแล้ว เกี่ยวกับวงเงินและมาตรการแก้ไขวิกฤตสถาบันการเงิน ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยินยอมตามข้อเรียกร้องของพรรคเดโมแครต ในการลดวงเงินลงจากเดิม 7 แสนล้านดอลลาร์ พร้อมกับแก้ไขเงื่อนไขบางประการไปจากร่างเดิมที่กระทรวงการคลังเสนอมา ทั้งนี้ มีแนวโน้มว่าสภาคองเกรสที่มีพรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมาก จะอนุมัติวงเงินเพียง 1.5-2 แสนล้านดอลลาร์ก่อน หากไม่เพียงพอจึงค่อยเสนอขอมาใหม่ นอกจากนี้เดโมแครตเสนอให้รัฐบาลต้องลดการจ่ายเงินชดเชยหรือโบนัสแก่ผู้บริหารของสถาบันการเงินที่จะเข้าโครงการขายหนี้เสียให้กับรัฐบาล
รายงานข่าวเปิดเผยว่า นางแนนซี่ เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ รวมทั้งนายชัค ชูเมอร์ ส.ว.จากพรรคเดโมแครต เป็นผู้เสนอแนวคิดดังกล่าวข้างต้นต่อนายเฮนรี่ พอลสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ซึ่งนายพอลสันได้ตอบกลับมาว่า การอนุมัติวงเงินเพียงเท่านี้จะเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง
นายแฟรงค์ บาร์นียส์ ส.ส.พรรคเดโมแครต ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเงินสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เดโมแครตจะใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 วัน ในการแก้ไขร่างกฎหมายครั้งสุดท้ายที่กระทรวงการคลังเสนอมา เพื่อความโปร่งใสและรอบคอบ และขณะนี้สามารถรวบรวมเสียงได้เพียงพอที่จะโหวตผ่านร่างกฎหมายนี้ก่อนจะส่งให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ลงนามให้มีผลบังคับใช้ แม้จะได้รับอนุมัติไม่เต็ม 7 แสนล้านดอลลาร์
วันเดียวกัน ประธานาธิบดีบุชได้กล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ย้ำว่า เศรษฐกิจสหรัฐตกอยู่ในอันตรายและจะถดถอยอย่างยาวนานหากรัฐบาลไม่ลงมือทำอะไรเลย พร้อมกับแจ้งแก่ชาวอเมริกันว่าได้เชิญนายบารัค โอบามา ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต,นายจอห์น แมคเคน ผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน รวมทั้งระดับผู้นำในสภาคองเกรสจากทั้งสองพรรคมาประชุมที่ทำเนียบขาวในวันที่ 25 กันยายน เพื่อหารือเกี่ยวกับการกอบกู้วิกฤต โดยทั้งนายโอบามาและนายแมคเคนได้ตอบตกลงที่จะมาร่วมประชุม
อย่างไรก็ตาม ความล่าช้าของคองเกรสในการอนุมัติแผนการกู้วิกฤตการเงินของสหรัฐ ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียวันที่ 25 กันยายนส่วนใหญ่ปรับลดลง อาทิ สิงคโปร์ลดลง 1.35% อินโดนีเซียลดลง 0.7% ญี่ปุ่นลดลง 0.90%
หนังสือพิมพ์เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ธนาคารวอชิงตัน มิวชวล (วามู) ธนาคารออมสินใหญ่ที่สุดของสหรัฐที่ประสบปัญหาสภาพคล่องกำลังเจรจากับกองทุนเอกชนหลายแห่งให้เข้ามาเทกโอเวอร์ โดยมี คาร์ไลล์ กรุ๊ป และแบล็ค สโตน ให้ความสนใจ นอกจากนี้ยังมีซิตี้กรุ๊ปและเจพี มอร์แกน
วันเดียวกัน ธนาคารกลางสหภาพยุโรปได้เปิดวงเงินให้กู้ยืมระยะสั้น 1 วัน แก่ธนาคารพาณิชย์อีก 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่ธนาคารพาณิชย์ต้องการทั้งหมด 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยขณะนี้มีสถาบันการเงิน 43 แห่งแสดงความประสงค์จะกู้และเต็มใจจะจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า 2.55% เล็กน้อย
ส่วนราคาน้ำมันดิบไลต์สวีททั้งในตลาดเอเชียและยุโรปปรับลง โดยในตลาดเอเชียปรับลง 1.55 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 104.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนตลาดยุโรปลดลง 1.77 ดอลลาร์ อยู่ที่ 104.56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ ขณะที่นักวิเคราะห์ระบุว่าการที่รัฐบาลสหรัฐต้องใช้เงินจำนวนมากในการแก้ไขวิกฤตสถาบันการเงินจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนลง เพราะจะมีการพิมพ์ธนบัตรออกมาจำนวนมาก และดึงดูดให้นักลงทุนนำเงินไปลงทุนในน้ำมันเพื่อป้องกันความเสี่ยง ด้านราคาทองคำในนิวยอร์กเพิ่มขึ้น 3.80 ดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 895 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความกังวลปัญหาในสหรัฐ
ข้อมูลจาก มติชน
