อดีตรมว.คลัง เชื่อปัญหาเศรษฐกิจจะคลี่คลาย หลังคลังสหรัฐฯ ตั้งกองทุนซื้อหนี้ซับไพร์ม เลห์แมน ล้มกระทบแค่ตลาดหุ้นไทย ระบุไทยปึ๊กทุนสำรองฯ1แสนล้านดอลลาร์ คาดปีนี้ขยายตัว5.3%ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล
อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง
ที่โรงแรมสวิส โฮเต็ล วันนี้(20 ก.ย.) บมจ.อสมท. ได้ร่วมกับสถานีวิทยุ 96.5 คลื่นความคิด จัดเสวนา CEO TALK 3 เทศมองไทย เศรษฐกิจไทย วิกฤติหรือโอกาส โดย นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท เป็นประธานเปิดงาน และ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงปาฐกถา เรื่อง เศรษฐกิจไทย โค้งสุดท้ายปี 51
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา นายเฮนรี พอลสัน รัฐมนตรีคลังสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาตรการตั้งกองทุนเพื่อเข้าซื้อตราสารหนี้มีปัญหาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ด้อยคุณภาพ หรือซับไพร์ม รวมทั้งปัญหาฐานะการเงินของวาณิชธนกิจหลายแห่ง ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเชื่อจะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐที่กระทบไปทั่วโลกเริ่มคลี่คลาย
ซึ่งการล้มละลายของเลห์แมน บราเธอร์ส เชื่อว่าจะไม่ลุกลามไปมากกว่านี้ การทยอยขายสินทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่เลห์แมน บราเธอร์ส ลงทุนในไทย ส่วนกรณีของบริษัทประกันชีวิตของสหรัฐ เอไอจี และบริษัทลูก เอไอเอ ในไทย ก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจาก เอไอเอ ถือเป็นบริษัทประกันมีฐานะเข้มแข็ง เป็นนิติบุคคลแยกจากบริษัทแม่ชัดเจน ซึ่งเมื่อประเมินปัญหาจะมีผลกระทบมากที่สุดกับตลาดหุ้นของไทย แต่ก็จะมีผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจแท้จริงไม่มากนัก
แม้ว่าในอนาคต นักลงทุนต่างชาติจะเทขายหุ้นที่ถืออยู่ในประเทศไทยทั้งหมด 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก็จะมีไม่ผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยมากนัก เพราะปัจจุบันไทยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐและตลาดหุ้นก็ไม่ได้มีความเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจแท้จริงมากนัก
ม.ร.ว.ปรีดียาธร กล่าวอีกว่า กรณีกระทรวงการคลัง จะจัดตั้งกองทุน เพื่อเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่จะเทขายของเลห์แมน บราเธอร์ส ในไทยนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ไม่เห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความจำเป็น เพราะมีบริษัทเอกชนที่ยังมีฐานะเข้มแข็งรายอื่นทำหน้าที่นั้นอยู่แล้ว โดยภาครัฐ ควรนำงบประมาณไปใช้แก้ปัญหาส่วนอื่นมากกว่า
สำหรับการประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังขณะนี้ เห็นว่า ในส่วนของภาคการส่งออกก็จะลดลง จากปัญหาเศรษฐกิจ ของประเทศคู่ค้าสหรัฐ ขณะที่เงินเฟ้อที่เคยอยู่ในระดับสูง ในครึ่งปีแรก ก็จะไม่ลดลงในครึ่งปีหลังแม้ว่าในขณะนี้ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงแล้ว โดยเงินเฟ้อจะได้รับผลปรับตัวลดลงในต้นปีหน้า
ส่วนการลงทุนภาครัฐจะเร่งตัวดีขึ้น หากภาครัฐหยุดความขัดแย้ง และเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ ก็จะช่วยให้การสั่งซื้อ เครื่องจักรและสินค้าทุนขยับตัวดีขึ้น ขณะที่การบริโภคในประเทศ จะปรับตัวดีขึ้นในภาคชนบท เนื่องจากราคาสินค้าภาคเกษตร 5 รายการ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม และยางพารา ปรับราคาสูงขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 60 ก็จะช่วยให้มีการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในภาคเกษตรมากขึ้นเช่นกัน
ด้านปัญหาทางด้านการเมืองส่งผลกระทบโดยตรง กับภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ที่มีการยกเลิการท่องเที่ยวไปมากนั้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง คลี่คลาย และการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เลิกไปภายในเดือนตุลาคม ก็เชื่อว่า การท่องเที่ยวจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
โดยภาพรวมเชื่อว่า ในครึ่งปีหลังของปี 2551 เชื่อว่าเศรษฐกิจไทย จะขยายตัวไม่ถึงร้อยละ 5 แต่เมื่อรวมกับครึ่งปีแรก ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 5.3 ก็เชื่อว่า เศรษฐกิจไทยตลอดปี 2551 ก็จะยังขยายตัวได้ร้อยละ 5 ถือว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังไปได้ดี
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวด้วยกรณีรายงานข่าว รัฐบาลจะแต่งตั้ง นายวีรพงษ์ รามางกูร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าเป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ เหมาะสม สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจขณะนี้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเสวนาครั้งนี้มีผู้บริหารบริษัทต่างชาติชั้นนำเข้าร่วม เช่น MR.Peter J van Haren CEO ของ Wilk & Hoeglund PCL, Mr .Harld Lin k CEO ของ B Grimm Group, Mr.Isao Masaoka Executive Advisor ของ Denso และ Mr.Preston Cheng President Thai-Taiwan Business Asociation