การสร้างแบรนด์สินค้า โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์ไทยให้ผู้บริโภคยอมรับนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเจ้าของแบรนด์สินค้าจึงจำเป็นต้องหากลยุทธ์และแผนการรุกตลาดที่มัดใจผู้บริโภคระยะยาว ซึ่งหนึ่งในสินค้าแบรนด์ไทยนั้น BSC ถือเป็นเครื่องสำอางแบรนด์ไทยที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ที่เน้นการสร้างแบรนด์ โดยนางจินตนา เฉลิมชัยกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายเครื่องสำอางและน้ำหอม ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแผนการรุกตลาด ที่ต้องรับมือกับปัจจัยลบรอบด้าน โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายหรือยอดขายที่วางไว้
ภาพรวมตลาดเครื่องสำอางเป็นอย่างไร
ครึ่งปีแรกของปี 2551 ภาพรวมตลาดเครื่องสำอางระดับเคาน์เตอร์เซลส์มีการเติบโตประมาณ 3-4% เท่านั้น แม้ว่าในช่วงไตรมาสแรกของปีจะมีการเติบโตที่ดีมาก แต่หลังจากที่มีปัญหาความวุ่นวายทางด้านการเมือง ประกอบกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยลบที่เกิดขึ้น ก็ยังมีด้านบวกในแง่ของพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภค ที่มีความรอบคอบในการซื้อสินค้ามากขึ้น โดยจะเน้นการซื้อสินค้าที่คุณภาพคุ้มราคา และเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าตลาดจะมีการเติบโตมากขึ้นจากเดิม เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่จะมีทั้งเทศกาลปีใหม่ คริสต์มาส ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการใช้เงินเพื่อซื้อสินค้าสำหรับใช้เอง และเป็นของขวัญให้กับผู้อื่นด้วย แม้ว่าจะมีปัจจัยลบในหลายด้าน แต่เชื่อมั่นว่าตลาดจะเติบโตได้
ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกของฝ่ายเครื่องสำอางของไอ.ซี.ซี. ซึ่งมีสินค้าภายใต้แบรนด์ บีเอสซี ,อาร์ตี้,เพียวแคร์,ชีนเน่ และ St.Andrews มีการเติบโตประมาณ 6-7% โดยแผนการุกตลาดปีนี้บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์บีเอสซี ซึ่งถือเป็นแบรนด์ที่ผลักดันให้ยอดขายเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตในช่วงครึ่งปีแรกนั้น เป็นผลมาจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า รวมถึงการเสนอนวัตกรรมใหม่ เพื่อให้สินค้ามีความหลากหลาย ทั้งในกลุ่มของเมกอัพและสกินแคร์ รวมถึงยังใช้กลยุทธ์ด้านราคาสินค้าที่อยู่ในระดับกลางเฉลี่ยที่ 500 บาท เพื่อเป็นทางเลือก ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งตัวเลขยอดขายต่อรอบบิลในช่วงต้นปีนี้จะมีอัตราการเติบโตที่ลดลง 10% แต่ช่วงไตรมาส 2 นั้นตัวเลขเริ่มขยับมาดีขึ้น โดยมียอดขายต่อรอบบิลเฉลี่ย 1,200 บาทต่อบิล
แผนการรุกตลาดครึ่งปีหลัง
แผนการรุกตลาดครึ่งปีหลัง บีเอสซียังคงเน้นความเป็นเครื่องสำอางที่สามารถรองรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยมีเป้าหมายที่จะรองรับผู้บริโภคระดับซีถึงบีบวก และมีไลฟ์สไตล์ทันสมัย มั่นใจ และให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพสินค้ามากกว่าการยึดติดในแบรนด์ โดยปีนี้ใช้งบการตลาดประมาณ 10% ของยอดขาย นอกเหนือจากการใช้งบโฆษณาแล้ว บริษัทจะเน้นในเรื่องของการใช้บีโลว์เดอะไลน์เพื่อเจาะตรงถึงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมร่วมกับสมาชิก His & her ที่ปัจจุบันมียอดสมาชิกประมาณ 8 แสนราย รวมทั้งการอบรมพนักงานเพื่อให้บริการที่ดีกับลูกค้า และให้เกิดพฤติกรรมการซื้อซ้ำสินค้ามากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการเจาะตรงเข้าถึงลูกค้านั้น ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เมกอัพ ทั้งกลุ่มแป้งและสีสัน ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทได้ปรับแผนการตลาด โดยมุ่งสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาดด้วยการเข้าไปยังสถาบันการศึกษา อาคารสำนักงาน รวมทั้งห้างสรรพสินค้าหลักทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มการรับรู้และการจดจำแบรนด์สินค้าในวงกว้าง
นอกจากนี้ บีเอสซีจะเพิ่มการนำไลน์สินค้าเข้าไปในช่องทาง His & Her Shop มากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน His & Her Shop มีอยู่ประมาณ 15 สาขา และส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามต่างจังหวัด รวมทั้งจะมีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่องกว่า 10 รายการ ทั้งในกลุ่มสินค้าสกินแคร์และเมกอัพ โดยล่าสุด บีเอสซีได้เปิดตัวแป้งยกกระชับผิวหน้า BSC Lift -UP Power ออกสู่ตลาด 3 สูตร ที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากข้าวโอ๊ต พร้อมทั้งได้นำ นานา ไรบีนา นักแข่งรถและดีเจมาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าด้วย
ขณะที่ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนั้น แม้จะเป็นช่วงจับจ่ายของผู้บริโภค แต่บีเอสซีก็ได้เตรียมแผนรองรับพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่ระมัดระวังขึ้น ด้วยการนำกลยุทธ์ไซซิ่งมาใช้สำหรับการจัดชุดเซตของขวัญ เพื่อให้ผู้บริโภคเลือกซื้อ โดยสินค้าจะมีราคาถูกกว่าปกติประมาณ 30-40%
การสร้างแบรนด์ลอยัลตีทำอะไรบ้าง
นอกเหนือจากการเน้นบีโลว์เดอะไลน์และการออกสินค้าใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคแล้ว ปีนี้ถือเป็นปีแรก ที่บริษัทได้เน้นหนักการใช้กลยุทธ์ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือกิจกรรมเพื่อสังคม เข้ามาช่วยในการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ และตอกย้ำแบรนด์ให้อยู่ในใจผู้บริโภคระยะยาว ด้วยการทุ่มงบประมาณ 2-3% ของยอดขาย จากเดิมที่จะมีการทำกิจกรรมในส่วนนี้บ้าง แต่ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งนับจากนี้ไป ทางบริษัทจะให้ความสำคัญและความต่อเนื่องกับการใช้กลยุทธ์CSR มากขึ้น
ส่วนกิจกรรม CSR หลักๆ ที่จะมีการสานต่ออย่างต่อเนื่องนั้นมีด้วยกัน 2 โครงการ โครงการ น้ำใจจาก BSC เพื่อขาเทียม ของมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ซึ่งโครงการนี้ ทางบริษัทได้เคยจัดจัดโครงการรับบริจาคจานแป้งและจานอายแชโดว์ที่ใช้แล้วเพื่อเป็นวัสดุประดิษฐ์ขาเทียมในปี 2546 และเพื่อเป็นการสานต่อโครงการและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทางบีเอสซีจึงได้สานต่อโครงการนี้อีกครั้ง
สำหรับรายละเอียดของโครงการ น้ำใจจาก BSC เพื่อขาเทียม นั้นเป็นการรณรงค์ให้ผู้หญิงนำจานแป้ง , จานอายแชโดว์ และจานบลัชออนที่ใช้แล้ว ซึ่งทำจากอะลูมิเนียม กลับมาใช้ใหม่ในการเป็นวัสดุประดิษฐ์ ขาเทียม มอบให้กับมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรี
นครินทราบรมราชชนนี เพื่อช่วยเหลือผู้พิการที่ยากไร้ด้อยโอกาสทั่วประเทศ ให้กลับมามีโอกาสเดินได้อีกครั้ง เพราะอะลูมิเนียมเป็นวัสดุที่สำคัญในการผลิตขาเทียม โดยอะลูมิเนียม 3 กิโลกรัม จะเป็นส่วนประกอบในการผลิตขาเทียม 1 ข้าง ซึ่งโครงการตั้งแต่เดือนมีนาคม - เดือนธันวาคม 2551 สำหรับผู้ที่มีความประสงค์จะร่วมบริจาคจานแป้ง , จานอายแชโดว์ และจานบลัชออนที่ใช้แล้วทุกแบรนด์ ซึ่งทำจากอะลูมิเนียม สามารถบริจาคได้ที่เคาน์เตอร์เครื่องสำอาง BSC Cosmetology ทั่วประเทศ คาดว่าจะสามารถผลิตขาเทียมได้ประมาณ 1,000 คู่ และทางบริษัทได้สมทบทุนเพิ่มอีก 1 ล้านบาทด้วย
โครงการที่ 2 เป็นโครงการประกวด Think Positive , Think BSC ซึ่งเริ่มเมื่อปี 2550 มีเป้าหมายเพื่อต้องการให้ผู้หญิงคิดบวกยิ่งสวยขึ้น รณรงค์ให้ผู้หญิงคิดบวกร่วมแบ่งปันประสบการณ์การคิดบวกผ่านโปสการ์ด เพื่อเป็นการจุดประกายความคิดบวกในสังคม เพื่อสังคมไทยจะได้มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และยังคงสานต่อโครงการประกวด Think Positive , Think BSC BSC Cosmetology ให้ผู้หญิงคิดบวกยิ่งสวยขึ้น รณรงค์ให้ผู้หญิงคิดบวกร่วมแบ่งปันประสบการณ์การคิดบวกผ่านโปสการ์ด ส่งมายังเคาน์เตอร์เครื่องสำอาง BSC Cosmetology ชิงรางวัลผู้หญิงคิดบวกประจำเดือน และรางวัลผู้หญิงคิดบวกปี 2008 โดยปีที่ผ่านมามีผู้ร่วมส่งโปสการ์ดประมาณ 1.2 หมื่นใบ และปีนี้คาดว่าจะมีผู้ส่งโปสการ์ดร่วมกิจกรรมสูงกว่าปีก่อน
วางเป้าหมายทั้งปีไว้อย่างไร
แม้เศรษฐกิจจะยังซบเซา ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่ไม่นิ่ง แต่บริษัทคาดว่าจากแผนการรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในกลุ่มเครื่องสำอางปีนี้ ยังเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 10% โดยปัจจุบันแบรนด์บีเอสซี มีรายได้คิดเป็น 15% ของยอดขายในบริษัทไอ.ซี.ซี.ฯ และขณะที่กลุ่มเครื่องสำอางของบีเอสซีมียอดขายมากกว่า 50% ของสินค้าภายใต้แบรนด์บีเอสซี
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
