นายพงษ์เทพ ถิฐาพันธ์ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน กระทรวงการคลัง (ศอก.นส.) เปิดเผยว่า ศอก.นส. เป็นห่วงประชาชนชั้นกลางและระดับล่างจำนวนมาก ที่ประสบปัญหาค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น จากปัญหาราคาน้ำมันแพง ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเพิ่มสูงตามไปด้วย ขณะที่เศรษฐกิจยังชะลอตัว โดยพบว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีแนวโน้มว่ามีปัญหาเรื่องหนี้สินเพิ่มมากขึ้นโดยเฉลี่ยกว่า 20% จากรายได้ที่มีอยู่ และจากการสำรวจข้อมูลผู้ที่ร้องเรียนเข้ามาขณะเดียวกัน กลุ่มภาคเกษตรกร หรือพ่อค้า หาบเร่ แผงลอยต่างๆ นั้น ก็เป็นห่วงเรื่องการกู้เงินนอกระบบที่มีมากขึ้น เพราะมีต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน อีกทั้งส่วนใหญ่เกษตรกรมีรายได้ปีละ 1-3 ครั้ง แต่มีรายจ่ายทุกวัน รวมถึงไม่สามารถกู้เงินในระบบได้ทำให้ต้องเอาโฉนดไปค้ำประกันกับนายทุนนอกระบบเพื่อนำเงินมาใช้ก่อน ซึ่งจะมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงกว่าการกู้เงินจากระบบธนาคาร
เป็นห่วงคนที่เป็นลูกจ้าง ทำงานในสถานประกอบการต่างๆ หรือทำอาชีพอิสระ ค้าขาย พนักงานองค์กรระดับล่าง ที่มีภาระผ่อนบ้าน รถ ที่มีแนวโน้มว่ามีหนี้สินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเรายังหาหนทางออกไม่ได้ว่าจะช่วยเหลืออย่างไร เพราะปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกันหมด จากการที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ การเข้าไม่ถึงช่องทางแหล่งเงินทุนในระบบธนาคาร จึงต้องหันพึ่งเงินทุนนอกระบบ รวมถึงบัตรพลาสติกที่ให้เครดิตในการซื้อสินค้าของสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) และยิ่งมีหลายใบก็หมุนหนี้จากบัตรใบหนึ่งไปยังอีกใบหนึ่ง ยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลงไปเรื่อยๆ ปัญหาเหล่านี้ซับซ้อนเกินกว่าที่จะช่วยเหลือแต่ด้านการเงินเพียงอย่างเดียว นายพงษ์เทพ กล่าว
ที่สำคัญ ศอก.นส.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งคณะทำงานแก้ไขหนี้จังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าฯจังหวัด และคลังจังหวัด รวมถึงตัวแทนจากธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) แต่มีเพียงออมสินและธ.ก.ส.เท่านั้นที่เข้ามาช่วยเหลือได้
ที่ผ่านมา จากการที่มีผู้มาลงทะเบียนเพื่อขอความช่วยเหลือด้านหนี้สินกับศอก.นส. 5 ล้านราย 8 ล้านปัญหา พบว่าเป็นปัญหาหนี้นอกระบบถึง 1.76 ล้านราย มูลหนี้ 130,000 ล้านบาท ซึ่งศอก.นส.ได้ตรวจสอบ ให้ความช่วยเหลือ ติดตามผล ปรากฏว่า มีเพียง 200,000 รายเท่านั้นที่ต้องแก้ปัญหาจริงจัง โดยส่งเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้ครึ่งหนึ่ง คิดเป็นมูลหนี้กว่า 6,000 ล้านบาท ส่วนอีกครึ่งหนึ่งนั้นยังช่วยไม่ได้ เพราะบางส่วนเป็นหนี้ที่เกิดจากการถูกหลอกลวง มีอาชีพและรายได้ไม่แน่นอน และต้องการปรับโครงสร้างโดยละเอียด
สิ่งหนึ่งที่ได้จากการติดตามคือ ลูกหนี้แสนรายที่เข้าสู่ระบบนั้น ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการชำระหนี้คืนถึง 87-89% แสดงให้เห็นว่า คนจนเหล่านี้ไม่ได้โกง แต่เพราะไม่มีจะจ่ายจริงๆ นายพงษ์เทพ กล่าว
ข้อมูลจาก ข่าวสด
