นายสาธิต ชาญเชาว์นกุล เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยถึง สถานการณ์ด้านการลงทุนของประเทศไทยในขณะนี้ว่า ภาวะการลงทุนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองเล็กน้อย แต่ไม่ถึงกับส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นแหล่งลงทุนในระยะยาว ดังจะเห็นได้จากการหารือร่วมกับตัวแทนองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ทราบว่าบริษัทญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่กังวล และไม่คิดว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองจะเป็นสาเหตุทำให้เปลี่ยนใจไม่ลงทุนในไทยนักลงทุนที่ไม่รู้จักประเทศไทย หรือไม่เคยเข้ามาลงทุนทำธุรกิจในประเทศไทยมาก่อน อาจชะลอการตัดสินใจเข้ามาลงทุนบ้าง แต่สำหรับนักลงทุนที่รู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี ไม่ได้แสดงความกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพียงแต่ไม่ต้องการให้สถานการณ์ยืดเยื้อ โดยนักลงทุนยังเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะไม่ส่งผลกระทบต่อนโยบายในด้านการส่งเสริมการลงทุน ประกอบกับการเร่งสร้างความเข้าใจของบีโอไอ ในการเดินหน้าตามนโยบายปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และจะมีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนเพิ่มขึ้น เลขาธิการบีโอไอ กล่าว
นายสาธิต กล่าวว่า หากสถานการณ์ทางการเมืองจบลงได้เร็ว ก็จะทำให้ภาวะการลงทุนของไทยเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากในช่วงครึ่งปีหลังมีโครงการขนาดใหญ่อีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน ประกอบกับปัจจุบันรัฐบาลก็ยังมีแผนเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่อีกหลายโครงการ ที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุนตามมา
สำหรับภาวะการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วง 8 เดือน (ม.ค.-ส.ค. 51) มีนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 548 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 179,088.3 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการอยู่ในระดับใกล้เคียง หรือปรับลดลงประมาณ 0.9% จากช่วงเดียวกันของปี50 ที่มีนักลงทุนยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 553 โครงการ สำหรับมูลค่าการลงทุนปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปี50 ประมาณ 43.7% ที่มีมูลค่าเงินลงทุน 318,089.1 ล้านบาท
ทั้งนี้ ขนาดของโครงการลงทุนจากต่างประเทศในช่วง 8 เดือนนี้ ประมาณ 61.9% เป็นโครงการขนาดเล็กด้านชิ้นส่วน อุปกรณ์ยานยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ (มูลค่าการลงทุนไม่เกิน 100 ล้านบาท) เข้ามาลงทุน เพื่อต่อยอดหรือเชื่อมโยงกับกิจการขนาดใหญ่ที่ได้เข้ามาขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วงปี50
สำหรับกิจการที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจลงทุนสูงสุด เป็นกิจการบริการและสาธารณูปโภค รองลงมาคือกิจการผลิตภัณฑ์โลหะและอุปกรณ์ขนส่ง เป็นต้น โดยเป็นการลงทุนในกิจการใหม่ 54.5% หรือมีมูลค่ากว่า 94,037 ล้านบาท และเป็นโครงการขยาย 45.5% มีมูลค่าเงินลงทุน 84,948.9 ล้านบาท
ด้านนายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ปัญหาการเมืองไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าโดยรวมของไทย เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมไทยยังมั่นคง เชื่อมั่นยอดส่งออกทั้งปีขยายตัวได้ตามเป้า 12.5% และยืนยันจะยังเดินหน้าจัดงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน หรือ BIG & BIH ในวันที่ 14-19 ต.ค.นี้ แน่นอน
ข้อมูลจาก ข่าวสด
