นายสิรวัต จันทรัฐ อธิบดีกรมบังคับคดี เปิดเผยว่า ในภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้มีคดีการฟ้องอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้สถาบันการเงินเพิ่มมากขึ้น โดยในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2551 มีเจ้าหนี้ทั่วไปฟ้องร้องให้ทำการอายัดทรัพย์สิน รวมถึงอายัดเงินเดือนลูกหนี้แล้ว 28,301 เรื่อง คิดเป็นทุนทรัพย์ 11,519 ล้านบาทขณะที่ทั้งปีงบประมาณปี 2550 มีการฟ้องอายัดทรัพย์สินรวม 30,815 เรื่อง คิดเป็นทุนทรัพย์ 11,293 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2549 มีจำนวน 25,685 เรื่อง คิดเป็นทุนทรัพย์ 16,152 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า ปริมาณการอายัดทรัพย์สินของลูกหนี้นั้นมีปริมาณการฟ้องร้องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สำหรับสาเหตุที่มีการ ฟ้องร้องอายัดทรัพย์ เพิ่มขึ้นนั้น เพราะปัจจุบันประชาชนมีหนี้สินเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากปัญหาน้ำมันแพง ทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในขณะที่มีรายได้คงที่ หรือเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่ารายได้
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากจำนวนคดีที่ฟ้องอายัดเงินเดือนนั้น พบว่าเป็นการค้างชำระ หนี้บัตรเครดิต มากที่สุด นอกจากนี้ยังคงมีกลุ่มนายทุนที่ให้เงินกู้แก่พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ยินยอมให้ฟ้องร้องต่อศาลเพื่อขออายัดเงินเดือน
อย่างไรก็ตาม กรมบังคับคดีได้กำหนดให้เจ้าหนี้ทุกรายสามารถอายัดเงินเดือนของประชาชนที่เป็นหนี้ทุกรายรวมกันได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีเงินเหลือใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จากเดิมที่เจ้าหนี้แต่ละรายสามารถอายัดเงินเดือนได้รายละไม่เกิน 10% ซึ่งถ้ามีเจ้าหนี้ 10 ราย ก็ยึดเงินลูกหนี้ได้ 100%
สำหรับเงินที่เจ้าพนักงานสามารถอายัดในการฟ้องร้องได้ คือ เงินเดือน ค่าจ้าง ซึ่งลูกหนี้ที่ ถูกอายัดและมีความเดือดร้อน สามารถขอลดหย่อนได้ โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีจะลดอายัดให้ 15% หรือตามความจำเป็น
ทั้งนี้ ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องต้องเตรียมเอกสารต่างๆ อาทิ หนังสือรับรองเงินเดือน สลิปเงินเดือน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส หลักฐานการผ่อนชำระหนี้รายอื่นๆ ที่ผ่อนอยู่ไปยื่นให้เจ้าพนักงานบังคับคดีพิจารณา และตามกฎหมายแล้วจะอายัดเงินเดือนลูกหนี้ไม่ได้หากมีเงินเดือนแค่ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเกินกว่านี้ก็สามารถอายัดได้