เลี้ยบลั่นผลักดันจีดีพีครึ่งปีหลังโต 6 % คลังเล็งออกมาตรการสร้างรายได้ชุดใหม่ ก.ย.นี้อุ้มประชาชนระดับล่าง-กลางและธุรกิจเอสเอ็มอี ขณะที่ทีมเศรษฐกิจดร.โกร่งประชุมวาระแรก เตรียมประเมินภาพเศรษฐกิจและปัญหาเร่งด่วนเสนอนายกฯสัปดาห์หน้า ด้านสศช.ประเมินสถานการณ์ราคาน้ำมันครึ่งปีหลังอยู่ในช่วงขาลง ปรับประมาณการเฉลี่ยอยู่ที่ 100-120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ศุภวุฒิหนุนรัฐบาลเร่งเดินหน้าโครงการเมกะโปรเจ็กต์ช่วยเศรษฐกิจโตได้ในระยะยาว
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาหัวข้อ พลิกวิกฤติ สร้างโอกาส ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในงานสัมมนา ทางรอดประเทศไทย ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จัดโดยนิตยสาร Stock Focus (8 สิงหาคม)ว่า รัฐบาลจะทบทวนมาตรการที่ได้ออกไปก่อนหน้านี้ หลังจากที่ได้ทำงานมาแล้ว 6 เดือน โดยเห็นว่าในครึ่งแรกของปีนี้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)อยู่ที่ระดับ 6% ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ จะออกมาตรการสร้างรายได้ชุดใหม่ เน้นสร้างรายได้ประชาชนระดับล่าง กลาง และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) คาดว่าจะทำให้จีดีพีในครึ่งปีหลังโตได้ที่ใกล้ 6% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 7% ต่อปี
อย่างไรก็ตามรองนายกฯและรมว.คลัง ให้ความเห็นถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อว่า ที่ผ่านมาได้มีการพิสูจน์แล้วในระยะสั้นว่าการขึ้นดอกเบี้ยมีผลน้อยหรือมีผลในทางตรงกันข้ามกับการช่วยลดอัตราเงินเฟ้อลง ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นด้วยว่าอัตราดอกเบี้ยมีผลต่อการลดเงินเฟ้อไม่มาก แต่ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่สามารถสั่งการในเรื่องนี้ได้ เพราะถือว่าเป็นการทำงานคนละหน้าที่กัน
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมี ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เป็นประธาน ได้มีการประชุมร่วมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งภายหลังการประชุม ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจ กล่าวว่า เรื่องแรกที่จะดำเนินการคือรวบรวมความเห็นเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง และปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข รวมถึงการวางตัวหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่จะเป็นผู้รับผิดชอบเข้าร่วมประชุมในเวทีอาเซียน ในฐานะที่ไทยเป็นประธานอาเซียน เพราะถือว่าเรื่องนี้เป็นหน้าตาของประเทศ
ขณะนี้คณะที่ปรึกษา ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการประสานงานหน่วยราชการต่างๆ ที่ดูแลงานด้านเศรษฐกิจมหภาคเพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมด และนำมาหารือกันอีกครั้งก่อนที่จะสรุปเสนอนายกฯ ภายในสัปดาห์หน้า ดร.วีรพงษ์กล่าว
ต่อความเห็นถึงปัจจัยเสี่ยง เช่น สถานการณ์ราคาน้ำมันที่อาจมีผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปีนี้นั้น ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่า ครึ่งหลังของปีนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกมีแนวโน้มปรับลดลงเมื่อพิจารณาจากด้านอุปสงค์ อุปทาน และการปรับตัวของประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งสภาพัฒน์ได้ปรับประมาณการราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในครึ่งปีหลังของปี 2551 ไว้ที่ระดับ 100 - 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล และเฉลี่ยทั้งปี 2552 จะยังคงอยู่ที่ระดับ 100 - 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล จากเดิมที่คาดว่าเฉลี่ยทั้งปี 2551 จะอยู่ที่ระดับ 110 - 120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้แรงกดดันต่อเงินเฟ้อปรับลดลง ซึ่งในการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปจะเป็นเน้นในทิศทางใดนั้น คงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะพิจารณาความเหมาะสมต่อไป
ดร. ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์(บล.)ภัทรฯ กล่าวว่าในระยะ 2 ปี ดัชนีการบริโภคและการลงทุนของไทยมีการปรับตัวลดลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธปท. ส่งผลให้ระดับราคาสินค้ามีการปรับตัวสูงขึ้นตาม การลงทุนเกิดการสะดุดจากต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคาดว่าจะยืดเยื้ออยู่ ยิ่งทำให้นักลงทุนเกิดความไม่เชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนในโครงการเมกะโปรเจ็กต์จะเป็นตัวช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวในระยะยาวได้ เช่น โครงการชลประทาน เป็นต้น แต่ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ได้นำโครงการดังกล่าวเข้ามาเริ่มดำเนินการเป็นอันดับแรกๆ
สำหรับโครงการที่มีความสำคัญรองลงมา คือ โครงการระบบขนส่งรถไฟรางคู่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่งภายในประเทศให้ลดลงเหลือประมาณ 10% จากเดิมที่อยู่ระดับประมาณ 20% ในขณะที่ในต่างประเทศอยู่ในระดับเพียง 3-4% เท่านั้น ส่วนโครงการที่มีความสำคัญในอันดับ3 คือ โครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่โครงการดังกล่าวกลับเกิดขึ้นก่อนโครงการที่สำคัญอื่นๆ
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
