เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา คณะบริหารธุรกิจ NIDA BUSINESS SCHOOL ร่วมกับ สถาบันเสริมสร้างขีดความสามารถมนุษย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (MAI) จัดงานสัมมนา CFO มืออาชีพ.... เส้นทางความอยู่รอดหรือรุ่งโรจน์ขององค์กร โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราภิชาน ดร.ทนง พิทยะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษเรื่อง ทิศทางเศรษฐกิจการเงินไทยและผลกระทบต่อบทบาท CFOดร.ทนง กล่าวถึง พื้นฐานเศรษฐกิจของไทยว่า ยังแข็งแกร่ง แม้จะต้องเผชิญกับภาวะอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงขึ้น จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นเศรษฐกิจเฉลี่ยทั้งปี 2551 น่าจะสามารถขยายตัวได้ไม่น้อยกว่า 5% เพราะภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ดี แต่เบื้องต้นรัฐบาลจะต้องเร่งหาข้อยุติทางการเมืองที่ยังมีความไม่แน่นอนโดยเร็ว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุนของภาคเอกชนให้กลับมา
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันคือ เร่งดูแลผลกระทบจากอัตราเงินเฟ้อไม่ให้กระทบต่อความสามารถในบริโภคของภาคเอกชน แต่อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนทางการเมืองจะมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่มีฐานการลงทุนอยู่ในประเทศ เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ น้อยมาก แต่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของนักลงทุนใหม่ที่กำลังจะเข้ามาลงทุนได้
ในส่วนของ 6 มาตรการ 6 เดือนที่รัฐบาลนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนด้านค่าครองชีพนั้น ดร.ทนง ให้ความเห็นว่า ควรใช้เป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะผลกระทบจากเงินเฟ้อที่อาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังจากมาตรการสิ้นสุดลง แต่อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อของไทยในขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค เนื่องจากเงินเฟ้อเกิดจากราคาน้ำมัน และอาหารโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจากที่ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ จึงทำให้ผลกระทบที่ได้รับจากเงินเฟ้อมีสัดส่วนน้อยกว่าประเทศอื่นๆ
หากประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันจะพบว่าในระยะสั้นไม่มีโอกาสที่จะเกิดวิกฤติขึ้น จากทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีมากกว่าภาระหนี้ที่เกิดขึ้นหลายเท่า ต่างจากอดีตที่เกิดวิกฤติขึ้น ช่วงนั้นประเทศมีภาระหนี้มากกว่าทุนสำรองสำรองที่มี เราเอาเงินทุนสำรองไปแทรกแซงค่าเงินบาทเยอะ จนต้องตัดสินใจลอยตัวค่าเงินบาท เงินทุนสำรองเราไม่พอ มันเลยเกิดวิกฤติ
ดร.ทนง ยังได้แสดงความเห็นต่อ การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยในสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันว่า ควรดูแลให้อยู่ในระดับต่ำสุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% จาก 3.25% ต่อปีเป็น 3.50% ต่อปี เห็นว่าเป็นการปรับขึ้นเพื่อปราบการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตไม่ให้รุนแรงมากขึ้น และคาดว่าในปี 2552 อัตราเงินเฟ้อจะลดลงจากปัจจุบัน หากราคาน้ำมันทรงตัว หรือปรับลดลงอีก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.50% ในขณะนี้ น่าจะเป็นระดับที่เหมาะสม และเศรษฐกิจน่าจะรองรับได้
ส่วนกรณีที่รัฐบาลได้แต่งตั้งดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาทีมเศรษฐกิจนั้น ไม่น่าจะมีผลกระทบในทางปฏิบัติ แม้ว่าจะมีความคิดเป็นที่ขัดแย้งกับ ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธปท. เพราะรัฐมนตรีคลังกับผู้ว่าการจะต้องพูดคุยกันตลอดในเรื่องของการดำเนินนโยบาย และเป็นเรื่องปกติที่แบงก์ชาติกับกระทรวงการคลังจะมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน แต่หากทั้งผู้ว่าการและรัฐมนตรีมีความคิดเห็นตรงกัน ประเทศพังกันหมด
ข้อมูลจาก ฐานเศรษฐกิจ
