นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่เครือซิเมนต์ไทย กล่าวถึงผลประกอบการไตรมาส 2 ที่ผ่านมาว่า บริษัทในเครือมียอดขายสุทธิ 8.02 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายเคมีภัณฑ์ที่สูงขึ้น แต่มีกำไรสุทธิลดลง 18% เนื่องจากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ครึ่งปีแรกมียอดขายสุทธิ 1.58 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% มีกำไรสุทธิ 1.43 หมื่นล้านบาท ลดลง 16% โดยกำไรส่วนใหญ่มาจากธุรกิจปิโตรเคมี คิดเป็น 49% รองลงมาธุรกิจซีเมนต์ 25% ธุรกิจกระดาษ 9% วัสดุก่อสร้าง 3% ขณะที่สัดส่วนกำไรจากเงินลงทุนลดลงเหลือ 13% จากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนกำไรมากถึง 17%ปีนี้คงต้องปรับการส่งออกเป็น 8 ล้านตัน เพราะครึ่งปีแรกเราทำได้ถึง 4.1 ล้านตัน จากเดิมที่คาดว่าปีนี้จะชะลอการส่งออกเหลือเพียง 7.5 ล้านตัน ซึ่งถือได้ว่าประเทศไทยเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดของการส่งออก นายกานต์กล่าว
ส่วนภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลังมองว่า ยอดขายน่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนกำไรสุทธิยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากปัญหาด้านราคาพลังงานยังตัวแปรหลัก รวมทั้งปัจจัยการเมืองที่ล้วนส่งผลให้กำลังซื้อผู้บริโภคลดลง โดยในส่วนของธุรกิจซีเมนต์ครึ่งปีหลังยอดขายมีโอกาสติดลบ 0-5% ส่วนทั้งปีอาจติดลบ 2-3% เนื่องจากเป็นช่วงโลว์ซีซั่น ประกอบกับโครงการเมกะโปรเจกท์ยังไม่มีความคืบหน้า ทำให้ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ชะลอตัวลง แต่ถือว่าราคาขายปูนในไทยยังคงต่ำกว่าประเทศอื่นๆ
ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของกลุ่มปูนซีเมนต์น่าจะเห็นชัดเจนอีกครั้งในปี 2553 เนื่องจากบริษัทมีการขยายการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีและที่ไม่ใช่ปิโตรเคมีรวมมูลค่าการลงทุนกว่า 1.2 แสนล้านบาท คาดว่าในปี 2553 กำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดภายใต้เครือซิเมนต์ไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หลังจากที่ใช้เงินลงทุนในการขยายกำลังการผลิตของผลิตภัณฑ์ทุกชนิด แต่ในช่วงปีนี้และปีหน้าคงจะไม่เห็นการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญของบริษัท เนื่องจากยังไม่มีกำลังการผลิตใหม่ๆ เข้ามา
พิทักษ์ เขาพระวิหารเขมรเหนือเมฆ...เกมเหนือชั้น
หลังจากที่หลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้าน วุฒิสมาชิก และนักวิชาการบางส่วน พยายามแก้ไขปัญหาข้อพิพาทเขาพระวิหาร
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
