ตลท.เผยมาร์เก็ตแคปพุ่งขึ้น 1,202 เท่า มูลค่ารวมทะลุ 6 ล้านล้านบาท ในรอบ 33 ปี โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิมากกว่า 300,000 ล้านบาท ด้าน บล.กรุงศรีอยุธยา คาดหุ้นไทยพักฐาน เหตุการเมือง เงินเฟ้อ และเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ยังฉุดตลาดหุ้นอยู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) รายงานสถิติหลักทรัพย์ที่น่าสนใจในช่วง 33 ปี (2518-30 เม.ย. 2551) โดยสำหรับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ตามข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2551 อยู่ที่ 6,490,288.01 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2518 ถึง 1,202 เท่า ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยทำสถิติสูงสุดเมื่อ 4 มกราคม 2537 ที่ระดับ 1,753.73 จุด และปิดตลาดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 ที่ 832.45 จุด เพิ่มขึ้น 8.9 เท่า จาก 84.07 จุด และมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเกิดขึ้นเมื่อ 23 มกราคม 2549 จำนวน 94,062.05 ล้านบาท และมูลค่าการซื้อขายต่ำสุด วันที่ 30 มกราคม 2519 จำนวน 0.11 ล้านบาท ขณะที่จำนวนบริษัทจดทะเบียนเพิ่มขึ้นจาก 21 บริษัท เป็น 473 บริษัท
ส่วนการลงทุนของนักลงทุนแต่ละกลุ่ม พบว่า ตลอดเวลา 33 ปี นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 342,327 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 78,891.56 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศขายสุทธิ 263,435.94 ล้านบาท
ด้าน
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีอยุธยา
คาดการณ์ว่า ดัชนีหุ้นไทยในช่วงเดือนพฤษภาคม 2551 จะอยู่ในช่วงการพักฐาน โดยมีเป้าหมายการพักฐานที่บริเวณ 810-820 จุด เนื่องจากมีปัจจัยกดดันหลายปัจจัย 1. สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีการยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยหรือไม่ โดยคาดว่าศาลฯ จะใช้เวลาในการพิจารณาไม่ต่ำกว่า 2 เดือน หรือกว่าจะรู้ผลก็ประมาณปลายเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2551 ซึ่งหากทั้ง 2 พรรคการเมืองถูกยุบ อาจถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการตัดสินยุบพรรคพลังประชาชนต่อไปในอนาคต ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลพยายามที่จะแก้ปัญหาโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีทั้งนักการเมืองและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านอยู่
นอกจากนี้ ปัญหาเงินเฟ้อที่มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ใกล้ระดับ 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลง และท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการกำหนดอัตราดอกเบี้ย โดยเชื่อว่า เฟดไม่จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแรง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลสหรัฐ มูลค่า 150,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเริ่มเข้าสู่ระบบตั้งแต่ไตรมาส 2 ปีนี้
อย่างไรก็ตาม คาดว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะเลือกลงทุนในหุ้นกลุ่มที่คาดว่าจะมีผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2551 ออกมาดี และดีต่อเนื่องในไตรมาส 2 และ 3 เช่น กลุ่มพลังงาน เป็นต้น