เผยตั้งใหม่แค่รมช.อุ๋ยอุ้มที่ดินรัชดาสกัดม็อบ- ทหารกองทัพภาคที่ 2 ตั้งด่านสกัดใน อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ตรวจค้นรถที่บรรทุกคนเข้ากรุงเทพฯ หลังกลับจากเทศกาลสงกรานต์ เพื่อสกัดกั้นกลุ่มประชาชนเดินทางเข้ามาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล และคมช. เมื่อวันที่ 18 เม.ย.
สุรยุทธ์แจงปรับครม.เพิ่มคนทำงาน ยันไม่ตั้งรองนายกฯ แน่นอน ที่ประชุมครม.แนะควรคุยประธานคมช.-สนช.-คตส.ด้วย พลเดช ปิ่นประทีป เผยสนธิร่วมถกครม.นัดหน้า ประธานคมช.หนุนตั้งรองนายกฯดูความมั่นคง สนธิ-บุญรอด-วินัย พบแอ้ดถึงทำเนียบฯ นครบาล-สันติบาล ยังไม่พบม็อบมั่วสงกรานต์เข้ากรุง ร้องรื้อคดีแม้วหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อ๋อยเย้ยครม.ทำงานควรถก คมช.-พันธมิตรฯ ด้วย โวยห้ามค้านรัฐธรรมนูญ ปลาไหลพอใจร่างแรกแต่ยังต้องเพิ่มอีกหลายเรื่อง กมธ.ยกร่างเตรียมเปิด คอลเซ็นเตอร์รธน. คตส.ขีดเส้นสุริยะแจง 2 พ.ค. หม่อมอุ๋ยแจงที่ดินรัชดา แม้ว ไม่เกี่ยวกองทุนฟื้นฟู
-แอ้ดแจงปรับครม.เพิ่มคนทำงาน
วันที่ 18 เม.ย. เมื่อเวลา 12.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ในช่วงแรกของการประชุมได้มีการหารือเรื่องการปรับ ครม. ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่รายละเอียดยังไม่สามารถชี้แจงในขณะนี้ได้ เพราะคงต้องรอให้นำรายชื่อ ครม. ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยให้เรียบร้อยก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้
เมื่อถามว่าจะปรับเพิ่มรัฐมนตรีจนครบทั้ง 36 ตำแหน่งหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด ขอพิจารณาในรายละเอียดเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย อย่างไรก็ตามการปรับครม.ครั้งนี้ไม่ได้ปรับรัฐมนตรีคนใดออกไป แต่ปรับหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง แต่ขอพิจารณาในรายละเอียด และคงจะทราบเมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว
-ยันไม่ตั้งรองนายกฯแน่นอน
เมื่อถามว่าจะปรับทั้งหมดกี่ตำแหน่ง นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เมื่อถามว่าเหตุผลที่ต้องเพิ่มจำนวนรัฐมนตรีคืออะไร พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า เป็นเพราะบางกระทรวงมีงานค่อนข้างมาก และกว้างขวาง จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเพิ่มตำแหน่งรัฐมนตรี ส่วนจะปรับเพิ่มในกระทรวงไหนบ้างนั้น จะยังไม่พูดถึง ต้องรอให้ถึงวาระที่เหมาะสมก่อน แต่สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีจะไม่มีการปรับเพิ่มอย่างแน่นอน
ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่ายังให้พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ดูแลงานด้านความมั่นคงต่อไปใช่หรือไม่ พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า งานด้านความมั่นคงเป็นไปอย่างที่ได้เรียนให้ทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่า คมช.จะทำหน้าที่ดูแล เมื่อถามว่ามั่นใจแค่ไหนว่าเมื่อปรับครม.ครั้งนี้แล้ว ประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐบาลจะดีขึ้นและประชาชนจะพอใจ นายกฯ กล่าวว่า ก็คงขึ้นอยู่กับทั้ง 2 ประการ คือคนที่ปรับเพิ่มเข้ามาจะมีคุณภาพแค่ไหน รวมทั้งเรื่องการติดตามกำกับดูแลการปฏิบัติงานของแต่ละกระทรวง รวมถึงตนเองด้วย ซึ่งจะต้องติดตามกันต่อไป ส่วนความพอใจของประชาชนก็ต้องคอยดูจากพี่น้องประชาชนเอง
-เผยหารือกับครม.ก่อนปรับ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีเสียงครหาว่าการปรับ ครม. เพื่อความอยู่รอดของรัฐบาล และรับมือกับการชุมนุมที่จะมีขึ้น มากกว่าเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า คิดว่าไม่ได้เป็นเรื่องดังกล่าว เพราะการปรับ ครม.ดูเรื่องของการทำงานมากกว่าอย่างอื่น เราจะดูเรื่องของการทำงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
เมื่อถามว่าได้นำรายชื่อ ครม.ใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า ในขณะนี้ยังอยู่ในขั้นของการพิจารณา โดยตนได้หารือกับ ครม.ในช่วงเช้าของการประชุม ครม. วันที่ 18 เม.ย. ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่แปลกเพราะเดิมการปรับ ครม. ถือเป็นอำนาจของนายกฯ เพียงผู้เดียว แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นการทำงานจึงอาจจะมีข้อแตกต่างจากรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองอยู่บ้าง
นายกฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในครม.ยังได้หารือถึงการปรับปรุงการทำงานของครม. ซึ่งได้มองในภาพกว้างในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการทำงานในเชิงรุก เพื่อร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคมช. รัฐบาล และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้องเร่งรัดการดำเนินงานต่างๆ เพื่อที่จะให้การปฏิบัติงาน การออกกฎหมาย สามารถที่จะไปสู่เป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ ในส่วนของรัฐบาลได้เร่งรัดเรื่องของการปฏิบัติการตามนโยบาย 5 ข้อที่ได้แถลงต่อ สนช.ไว้ โดยจะต้องมีการติดตาม ประเมินผล ซึ่งจะได้ให้ทางคณะทำงานด้านต่างๆ ดำเนินการต่อไป
-ประชุมลับหาคนร่วมแอ้ด4
พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องเร่งทำความเข้าใจให้กับประชาชนได้รับทราบว่า รัฐบาลได้ดำเนินการอะไรไปบ้าง โดยรัฐบาลจะถือโอกาสแถลงผลงานรอบ 6 เดือน ให้ประชาชนได้รับทราบ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี โดยคาดว่าการแถลงผลงานดังกล่าวจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือน พ.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมครม.วันเดียวกันนี้ ถือเป็นการประชุมครม.นัดพิเศษ หลังวันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งนายกฯ ได้เป็นผู้นัดประชุมขึ้นเอง ทั้งนี้ก่อนเข้าสู่วาระการประชุม พล.อ.สุรยุทธ์ได้ขอปิดห้องประชุมลับเฉพาะคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาและหารือถึงเรื่องการปรับ ครม. และการเร่งรัดการทำงาน โดยขอให้ข้าราชการประจำและเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากห้องประชุมทั้งหมด ซึ่งใช้เวลาในการประชุมลับประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยการปรับครม.ครั้งนี้ถือเป็นการปรับเป็นครั้งที่ 4
-พลเดชแย้มสนธิร่วมถกครม.นัดหน้า
น.พ.พลเดช ปิ่นประทีป รมช.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยภายหลังการประชุม ครม. ว่า ที่ประชุมครม. เห็นว่า ต่อไปนี้ทุกวันที่ประชุม ครม. พล.อ.สุรยุทธ์จะขอประชุมเฉพาะรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะก่อน ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยที่ไม่มีข้าราชการอยู่ด้วย เพื่อเป็นการหารือถึงการประสานงานการติดตามงานทั้งหลาย และจะมีการประชุมพบปะกันอย่างไม่เป็นทางการระหว่างนายกฯ กับประธานคมช. ประธานสนช. รวมทั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ซึ่งจะหมุนเวียนกันมาร่วมประชุมก่อน ครม. เป็นระยะๆ โดยในการประชุมครม. สัปดาห์หน้าประธานคมช. จะเข้าร่วมประชุมเป็นหน่วยงานแรก
น.พ.พลเดช กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นจะมีการสร้างระบบฟาสต์แทร็กขึ้นมา เพื่อทำให้กลไกของรัฐในส่วนกลาง เช่น สำนักงบประมาณ สำนักงานกฤษฎีกา สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ซึ่งเป็นกลไกรัฐได้นำงานที่สำคัญๆ เข้ามาสู่ระบบฟาสต์แทร็ก เช่น เรื่องกฎหมายจำนวน 15 ฉบับ และงานหรือยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆ ของแต่ละกระทรวง เพื่อดึงขึ้นมาเร่งรัด โดยนายกฯ มอบหมายให้นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกฯ และ รมว.การพัฒนาสังคมฯ และคุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งตนเชื่อว่านายกฯ จะเป็นผู้แถลงเอง เนื่องจากนายกฯ ได้สรุปเป็นประเด็นได้ออกมาทั้งหมด 9 ข้อ
-เชื่อนายกฯมีชื่อรมต.ในใจแล้ว
น.พ.พลเดชกล่าวต่อว่า นายกฯ สรุปว่า ไม่คิดริเริ่มงานใหม่ แต่จะติดตามงานเก่าที่ได้ประกาศเอาไว้ รวมทั้งงานเร่งด่วนที่ริเริ่มไว้เมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา โดยติดตามให้มีผลสำเร็จเกิดขึ้น ส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุผลการทำรัฐประหารของ คมช. 4 ข้อ นั้นได้วิเคราะห์แล้วพบว่า มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล 2 ข้อ คือ เรื่องปัญหาสังคมแตกแยกของรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งเรื่องดังกล่าวทาง พม. ก็ได้ดำเนินการบางส่วนอยู่แล้ว และการแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยที่ประชุม ได้แสดงความเห็นส่วนหนึ่งว่านายกฯ ควรได้พบกับประธานคตส. และ สนช.ด้วย
รมช.การพัฒนาสังคมฯ กล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ครม.ยังได้หารือและวิเคราะห์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันว่า ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การส่งออกยังดี อัตราการว่างงานน้อยกว่าปีก่อนๆ ซึ่งนายกฯ มอบหมายให้นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกฯ และรมว.อุตสาหกรรมเป็นผู้ไปดูแลรวบรวมผลงานด้านเศรษฐกิจ และนำมาชี้แจงต่อประชาชนเพื่อให้เข้าใจภาพรวมของเศรษฐกิจในเชิงรุก
น.พ.พลเดชกล่าวถึงการปรับ ครม. ว่า นายกฯ มีอยู่ในใจว่าตำแหน่งรัฐมนตรีเหลือตามโควตาอยู่อีก 4 ตำแหน่ง ดังนั้นจึงปรับได้อีก 4 คน โดยจะเป็นการเพิ่มเข้า ไม่มีการเปลี่ยน แต่จะเพิ่มตำแหน่งใดบ้างนั้นนายกฯ ไม่ได้บอก แต่นายกฯ ดูแล้วและคิดว่ามีอยู่ในใจของท่านแล้ว ซึ่งที่ประชุม ครม.ก็ไม่ได้ซักถามถึงเรื่องดังกล่าว นายกฯ คงพิจารณาว่ากระทรวงใดที่มีภารกิจมาก น่าจะต้องมี รมช.เพิ่ม
-คาดนำขึ้นทูกเกล้าฯ ในสัปดาห์นี้
จากการหารือก็ดูเหมือนนายกฯ มั่นใจว่า จะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ คาดว่าน่าจะเป็นภายในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ผมเชื่อว่าการปรับ ครม.อาจจะเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ ครม.ได้บ้าง หากปรับวิธีการทำงานไปพร้อมกัน น.พ.พลเดชกล่าว
น.พ.พลเดชกล่าวต่อว่า ในที่ประชุม ครม.นายกฯ ได้แจ้งให้ที่ประชุม ทราบถึงความในใจว่าจะเพิ่มได้เต็มที่อีก 4 ตำแหน่ง และได้สอบถามรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ แต่ไม่มีใครแสดงความเห็นใดๆ เลยแม้แต่คนเดียวว่า กระทรวงใดต้องการเพิ่มรัฐมนตรีบ้าง ซึ่งก็ถือเป็นมารยาท
เมื่อถามถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า จะมีการเลื่อนวันเลือกตั้งให้เร็วขึ้น น.พ.พลเดชกล่าวว่า ไม่มีการพูดถึงเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด ดูเหมือนว่าจะยืนยันตามเดิม ตอนนี้ยังไม่มีการเลื่อน
-ครม.แนะจับเข่าดูใจพันธมิตรฯบ้าง
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ประชุม ครม.ได้หารือกันถึงกรณีที่จะมีกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ออกมากดดันรัฐบาลและคมช.หรือไม่ น.พ.พลเดช กล่าวว่าไม่ได้หยิบขึ้นมาถกกันอย่างจริงจัง แต่ทุกคนรับรู้ว่าสถานการณ์มีแนวโน้มอย่างนี้ ซึ่งพูดคุยกันว่าภาครัฐควรจะพูดคุยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่เป็นทางการบ้าง เพื่อจะดูความรู้สึก ความต้องการต่างๆ ของเขา
นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการกำหนดวันแถลงผลงานรัฐบาลรอบ 6 เดือน ว่า ตนยังไม่ได้หารือกับนายกฯ แต่การแถลงผลงานอาจจะไม่ได้แถลงทุกกระทรวง แต่จะแถลงในภาพรวม โดยนายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุตสาหกรรม จะเป็นผู้รับผิดชอบด้านเศรษฐกิจ ส่วนวันในการแถลงนั้นยังไม่มีการกำหนด จะขอไปหารือกับวิปสนช.ก่อน
-สนธิหนุนตั้งรองนายกฯดูความมั่นคง
เวลา 12.00 น. ที่โรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. กล่าวถึงกระแสข่าวการแต่งตั้งรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงว่า คงไม่ใช่ตน แต่จะตั้งใครเป็นก็ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี แต่คิดว่าก็ดีเหมือนกัน และเห็นด้วย ซึ่งจะคุยกับนายกฯ ว่า น่าจะมีใครสักคนที่เป็นรองนายกฯ ด้านความมั่นคง คงต้องหารือกับนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
เมื่อถามว่า เหตุใดจึงต้องมีรองนายกฯ ด้านความมั่นคงเวลานี้ พล.อ.สนธิกล่าวว่า มองแง่ดีว่านายกฯ เคยปรารภว่าให้ตนช่วยดูแล ท่านจึงไม่อยากตั้งใครมา เมื่อถามว่า รัฐบาลต้องปรับปรุงการทำงานด้านใดมากที่สุด พล.อ.สนธิกล่าวว่า รัฐบาลทำงานเดินไปข้างหน้าดีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ฟังจากโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ที่อยากให้รัฐมนตรีกำหนดความเร่งด่วนของงานแต่ละกระทรวงของตนเองขึ้นมา ผมคิดว่าตรงจุดนี้เป็นสิ่งดี หากทุกคนรู้ว่างานของตัวเองในแต่ละกระทรวงมีความเร่งด่วนตรงจุดไหนในสถานการณ์ปัจจุบันและทำตรงจุดนั้นก่อนน่าจะส่งผลดี
-ปฏิเสธลั่นไม่ขอร่วมครม.
เมื่อถามว่า หากให้ท่านไปดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีจะดีหรือไม่ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ไม่เอาๆ เป็นทำไม เมื่อถามถึงการตั้งรองนายกฯ ด้านความมั่นคงเพิ่ม พล.อ.สนธิกล่าวว่า วิธีคิดหลายวิธี อย่างไปสนามหลวงไปได้ตั้งหลายทาง
เมื่อถามว่า ต้องส่งคนของ คมช. เข้าไปเป็นรองนายกฯ หรือไม่ พล.อ.สนธิกล่าวว่า คมช. ไปไหนไม่ได้ เมื่อถามว่ารองนายกฯ ด้านความมั่นคงจำเป็นต้องเป็นทหารหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ก็น่าจะดีนะ เมื่อถามว่าถ้าตั้งคนที่เป็น คมช. เข้าไปประชุมครม.แทนรองนายกฯ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า ก็ลองคิดดูก่อน
-ยันเลขาฯคมช.ไม่ได้ไปพบแม้ว
เมื่อถามถึงกระแสข่าวที่ พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการ คมช. เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในต่างประเทศ พล.อ.สนธิกล่าวว่า ไม่จริง และพล.อ.วินัยได้ขออนุญาตลาไปอย่างเป็นทางการต่อพล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ทั้งนี้คงไม่มีใครไปทำอย่างนั้น และไม่ได้ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
เมื่อถามว่า เหตุใดมีกระแสข่าวว่า พล.อ.วินัย กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซูเอี๋ยกันทางการเมือง พล.อ.สนธิกล่าวว่า ผมไม่เชื่อ เป็นไปไม่ได้ อย่าไปเชื่อตรงนั้น ไม่ต้องกลัว คมช.รักกันสามัคคีกันดี ขอให้ทุกคนสบายใจ แม้กระทั่งรัฐบาล และ คมช. ยังไม่เคยมีความขัดแย้งกันเลย ทั้งนี้ ข่าวที่เกิดขึ้นเป็นพียงการปล่อยข่าวลือ จนทำให้เกิดปัญหา คนที่ไปมีใครบ้างเราก็รู้ และรู้ว่าคณะที่ไปเดินผ่านใคร แล้วใครเป็นคนรายงาน ซึ่งต้องไปถาม พล.อ.วินัย ว่าคนที่เดินผ่านเป็นใคร และได้คุยกับใครอยู่ น่าจะสนุกกว่า
เมื่อถามว่า แสดงว่าคนในคมช. เป็นคนปล่อยข่าวใช่หรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า เราทราบกลุ่มที่ปล่อยข่าว คือ กลุ่มที่ไปเจออยู่ในอังกฤษ ซึ่งต้องไปถาม พล.อ.วินัยดู ทั้งนี้ คนเดินผ่าน พล.อ.วินัย แล้วเห็นท่านที่อังกฤษจึงนำมาพูด ซึ่งพล.อ.วินัยมีสิทธิเดินทางไปพักผ่อนได้ ไม่ผิดตรงไหน
-สนธิ-บุญรอด-วินัยพบนายกฯ
เมื่อเวลา 14.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมครม. พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคมช. พร้อมด้วย พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม และพล.อ.วินัย ภัททิยกุล เลขาฯคมช. เดินทางเข้าพบ และหารือกับพล.อ.สุรยุทธ์ คาดว่า เป็นการหารือถึงผลการประชุม ครม. ที่พิจารณาถึงการปรับเพิ่มรัฐมนตรี และการเตรียมการรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ ที่ฝ่ายความมั่นคงคาดการณ์ว่า จะมีความเคลื่อนไหวช่วงหลังวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง โดยทั้งหมดปฏิเสธการให้สัมภาษณ์
-เลขาฯสมช.ชี้มีการเมืองเอี่ยวม็อบ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายประกิจ ประจนปัจนึก เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆเตรียมเคลื่อนไหวทางการเมืองกดดันรัฐบาลและคมช.ว่า สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์จัดงานรวมพลังไทย เทิดไท้องค์ราชัน ซึ่งเป็นการทำบุญพร้อมกันทั่วประเทศ ตนเชื่อว่าคนไทยด้วยกันในการเคลื่อนไหวกันอย่างสงบและเป็นปกติก็ไม่เป็นปัญหาอะไร การใช้ความรุนแรงนั้นประชาชนจะพิจารณาเอง เมื่อถามว่ามีหลายกลุ่มจะออกมาเคลื่อนไหวกดดันพร้อมๆกัน เลขาฯสมช.กล่าวว่าก็ได้ติดตามอยู่
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการนำเรื่องพฤษภา 2535 มาเป็นชนวนด้วย นายประกิจกล่าวว่านั่นเป็นการวิเคราะห์ของแต่ละคน ตนไม่วิจารณ์ เมื่อถามว่ามีการข่าวประเด็นดังกล่าวหรือไม่ นายประกิจกล่าวว่าเป็นเรื่องปกติที่หน่วยข่าวต้องติดตาม เพราะการชุมนุมเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม เอาใจใส่ จะเป็นห่วงหรือไม่ก็เป็นหน้าที่อยู่แล้ว เมื่อถามว่ามีกลุ่มใดที่ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าเคลื่อนไหวผิดปกติหรือไม่ เลขาฯสมช.กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ต้องติดตามแต่ละกลุ่มแล้วนำมาวิเคราะห์ เมื่อถามว่าที่ติดตามอยู่ขณะนี้พบว่ามีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องใช่หรือไม่ นายประกิจกล่าวว่าน่าจะวิเคราะห์ได้ เพราะความเคลื่อนไหวของบางกลุ่มเป็นเรื่องของการเมือง
-ผบช.น.ยังไม่พบมั่วสงกรานต์เข้ากรุง
พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ ผบช.น. กล่าวถึงมาตรการรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมว่า นายวัลลภ สุวรรณดี รองผู้ว่าฯ แจ้งมาว่ายังไม่มีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใดมาขออนุญาตใช้พื้นที่กับทางกทม. ซึ่งในส่วนของสนามหลวงนั้นตั้งแต่ 17-22 เม.ย. รัฐบาลได้จัดงาน รวมพลังไทยเทอดไท้ องค์ราชันย์ อยู่แล้ว ดังนั้นจะจัดพิธีทางศาสนาตลอดทั้งวัน ถ้ากลุ่มผู้ชุมนุมต้องการมาชุมนุมก็ให้ไปขออนุญาตใช้พื้นที่สนามหลวงกับทางกทม.ให้ถูกต้องตามระเบียบ ส่วนด้านการข่าวจนถึงขณะนี้ยังไม่พบว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มใดเดินทางมาจากต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลสงกรานต์เข้ามาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯตามที่มีข่าว อย่างไรก็ตามในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาลได้ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆอยู่ตลอดเวลา พร้อมทั้งจัดเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมรับมือกับกลุ่มต่างๆอย่างเพียงพอตลอด 24 ชั่วโมง
พล.ต.ท.อดิศรกล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมชาวพุทธ ปักหลักชุมนุมหน้ารัฐสภาว่า ได้สั่งการให้พล.ต.ต.มานิต วงศ์สมบูรณ์ ผบก.น.1 จัดกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ เพื่อคอยหาข่าวและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. เชื่อว่าไม่น่าจะมีความรุนแรงใดๆเกิดขึ้น เพราะคนที่มาประท้วงส่วนมากเป็นพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่ยึดมั่นอยู่ในหลักธรรมคำสอนของศาสนา
-โคราชตั้งด่านสกัดม็อบ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.นครราชสีมา ว่า ที่บริเวณ 4 แยกอวยชัย อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นเส้นทางแยกที่จะเข้ากรุงเทพมหานครและจ.ปราจีนบุรี มีกำลังตำรวจภูธรจ.นครราชสีมา ร่วมกับทหารสังกัดมณทลทหารบกที่ 21 ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จำนวน 20 นาย ตั้งจุดตรวจ จุดสกัดม็อบหรือกลุ่มประชาชนที่จะเดินทางไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มต่างๆ รวมถึงกลุ่มต่อต้านรัฐบาล และคมช.ที่กรุงเทพฯ หลังเทศกาลสงกรานต์นี้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้ตรวจค้นสัมภาระต่างๆ ของประชาชนที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมกับสอบถามวัตถุประสงค์ที่แน่ชัดของการเดินทาง ตรวจใบอนุญาตขับขี่ และเชิญให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่ต้องสงสัยไปสอบถามและบันทึกรายละเอียดต่างๆ เพื่อเป็นการสกัดกลุ่มประชาชนที่อาจได้รับการชักชวนหรือว่าจ้างเพื่อให้เดินทางไปสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่กรุงเทพฯ
-ไทกรร้องแอ้ดรื้อคดีแม้วหมิ่นในหลวง
เวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไทกร พลสุวรรณ แกนนำคณะกรรมการอีสานกู้ชาติ พร้อมด้วยนายทวีศักดิ์ จันทะศรี และนายชยันต์ อินสอน กรรมการกลุ่มอีสานกู้ชาติ เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.สุรยุทธ์ ผ่านเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ชี้แจงทำความเข้าใจต่อประชาชน กรณีพนักงานอัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยนายไทกร ระบุว่า จากกรณีพนักงานอัยการสูงสุด สั่งไม่ฟ้องคดี พ.ต.ท.ทักษิณ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ คปค.ยกขึ้นเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจนั้น สร้างความเคลือบแคลงสงสัยต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง ดังนั้น คณะขบวนการอีสานกู้ชาติจึงขอเรียกร้องต่อรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ให้รีบชี้แจงเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและบ้านเมือง โดยให้คดีนี้สิ้นสุดด้วยการตัดสินของศาลยุติธรรมต่อไป
เราไม่ต้องการให้กระบวนการตัดสินมีข้อเคลือบแคลงสงสัย เราเพียงจะเรียกร้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์ ในฐานะผู้บังคับบัญชาของ สตช.ให้สั่งหาหลักฐานใหม่เข้าไปเพื่อให้อัยการสั่งฟ้องในคดีนี้ เพื่อให้ศาลยุติธรรมเป็นคนตัดสินว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ผิดหรือไม่ เพราะขณะนี้มีการนำเรื่องนี้ไปอ้าง เพื่อปลุกระดมคนที่ศรัทธาพ.ต.ท.ทักษิณให้ออกมาต่อต้านคมช. หาว่าคมช. ใส่ความคุณทักษิณว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถ้าศาลยกฟ้องในคดีนี้ทุกอย่างก็จะหมดข้อเคลือบแคลงสงสัย แต่หากกระบวนการยุติธรรมยังอยู่แค่ขั้นอัยการที่สั่งไม่ฟ้อง ก็จะเป็นเงื่อนไขในการสร้างความวุ่นวายตลอดไป นายไทกร กล่าว
-อ๋อยแนะครม.ถกคมช.-พันธมิตรฯ
ที่พรรคไทยรักไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงกรณีพล.อ.สุรยุทธ์ตัดสินใจปรับครม.ว่า พรรคไม่ให้ความสำคัญ เพราะไม่เห็นว่าจะทำให้เกิดความแตกต่างอะไรมากถ้านายกฯเห็นว่ารัฐมนตรียังน้อยไปอยากเพิ่มเพื่อช่วยให้ทำงานได้มากขึ้น แต่เรื่องใหญ่ของครม.ชุดนี้คือวัฒนธรรมการทำงานล่าช้า ไม่ทุกข์ร้อนแทนประชาชน และการทำงานที่ผ่านมาเมื่อเจอแรงกดดันจากคมช.และพันธมิตรที่ต้องการให้ทำลายล้างกลุ่มอำนาจเก่าอย่างไม่จำแนกแยกแยะ ทั้งเรื่องความเป็นธรรมทำให้ครม.วางตัวยากจนไม่สามารถสร้างผลงานให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่ายได้
อยากให้ครม.แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันทั้งคมช.และพันธมิตร ว่าครม.ที่ดีควรมีบทบาทหน้าที่อะไรบ้าง และให้สำรวจความเห็นของประชาชนทั้งจากโพลต่างๆ และฝ่ายข่าวกรองว่าประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร ถ้าเห็นไม่ตรงกับคมช.และพันธมิตรฯ ครม.ต้องทำความเข้าใจกับคมช.และพันธมิตรฯว่าไม่ควรเอาแต่ใจตนเอง ต้องฟังเสียงประชาชน นายจาตุรนต์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกฯไม่ตั้งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายจาตุรนต์กล่าวว่าขณะนี้มีคนทำงานด้านความมั่นคงมากแล้ว แต่เน้นความมั่นคงในความหมายเก่าๆ คือเป็นความมั่นคงของคมช.เป็นหลัก ส่วนการแก้ปัญหาภาคใต้ ถ้ามีรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงอาจช่วยแก้ปัญหาให้ดีขึ้น ปัญหาภาคใต้เป็นเรื่องของการจัดสรรเวลาและจัดลำดับความสำคัญของงานของคมช.และรัฐบาลมากกว่าการตั้งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง
-โวยท่าทีห้ามค้านรัฐธรรมนูญ
นายจาตุรนต์กล่าวถึงร่างแรกรัฐธรรมนูญว่า ตนติดตามอยู่ รัฐธรรมนูญนี้ควรรับฟังความเห็นของประชาชน และชี้แจงให้มากขึ้น ถึงแม้จะมีการลงประชามติเป็นเครื่องมือในการหาทางออกทำความเข้าใจกับทุกๆ ฝ่าย หากใครเห็นด้วยไม่เห็นด้วยก็สามารถไปลงประชามติ อย่าไปทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่สามารถมีความเห็นแตกต่างกับร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้คนเข้าใจว่าการลงประชามติลงได้ทางเดียวคือสนับสนุน ถ้าไม่เห็นด้วยคือคนเลวก่อความวุ่นวาย มิฉะนั้นการลงประชามติก็สูญเปล่า ที่ผ่านมาทั้งกกต. คมช. และส.ส.ร.ทำให้คนเข้าใจผิดที่พูดถึงคนต่อต้านรัฐธรรมนูญจะขัดขวางการทำประชามติไปในทางที่เสียหาย ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็นที่แตกต่างและปัญหาร่างรัฐธรรมนูญจะบานปลายเป็นวิกฤตชาติ
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ในส่วนของพรรคได้ติดตามเนื้อหาสาระอย่างละเอียด พบว่ามี 2-3 ประเด็นที่จะเป็นปัญหาใหญ่ เช่นการตั้งองค์กรแก้ปัญหาวิกฤตชาติ การสรรหาส.ว.โดยคณะบุคคลแทนการเลือกตั้ง และการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งถ้า 3 ประเด็นนี้ยังคงเนื้อหาสาระเช่นนี้ไว้ ทางพรรคไทยรักไทยก็อาจประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ต้องขอดูร่างรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายที่ผ่านส.ส.ร.เสียก่อน
-เมินโทษยุบขอใช้สิทธิวิจารณ์รธน.
ผู้สื่อข่าวถามถึงพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่มีบทลงโทษกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ก่อความวุ่นวาย ขัดขวาง ส่งผลให้การออกเสียงเป็นไปด้วยความไม่เรียบร้อย ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี นายจาตุรนต์กล่าวว่าบทลงโทษที่มีลักษณะทำให้คนรู้สึกว่าการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งผิด ถือเป็นเรื่องที่ผิดมากหากแสดงความเห็นไม่ได้ จะเปิดให้ลงประชามติทำไม
ถ้าร่างรัฐธรรมนูญออกมาแบบรับไม่ได้เราก็จะประกาศไม่รับ แต่พรรคจะไม่ไปขัดขวางการลงประชามติ ส่วนประชาชนจะลงมติอย่างไรก็เป็นสิทธิส่วนตัว ถ้าเห็นว่าการวิจารณ์การยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นความผิดถึงขั้นยุบพรรค จะยุบกี่ทีก็เชิญ จะใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญต่อไป นายจาตุรนต์กล่าว
-ปลาไหลพอใจร่างรธน.
นายสมศักดิ์ยังกล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญว่า ทางพรรคชาติไทยศึกษาแล้วยอมรับว่ามีหลายอย่างที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงในไปทิศทางที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการคุ้มครองสิทธิ และเสรีภาพของประชาชน การขจัดอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม โดยดูแล้วทั้งกรอบพรรคชาติไทยเห็นว่าดีใช้ได้ แต่ส่วนที่ยังขาดคือเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม การกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นอย่างแท้จริง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ควรกระจายลงไป 30 เปอร์เซ็นต์
นายสมศักดิ์กล่าวว่า อีกประเด็นที่น่าห่วงคือการส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนศึกษาก่อนที่จะทำประชามติ ซึ่งการประชาสัมพันธ์นั้นต้องทำเพื่อประชามติ ไม่ใช่เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ โดยให้แง่คิดส่วนดีส่วนเสีย ให้ประชาชนเข้าใจในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่ยกเลิกประกาศคปค.ฉบับที่ 15 และฉบับที่ 27 จึงอยากเห็นกกต.ประสานงานไปยังคมช.และรัฐบาล ให้พิจารณาโดยเร็ว เพราะคงจะรอให้รัฐธรรมนูญผ่านก่อนไม่ได้
นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนการบรรจุพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติในรัฐธรรมนูญนั้น เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เป็นเหตุเป็นผล และต้องชี้แจงได้อย่างชัดเจน อย่าใช้ความรู้สึกเข้าตัดสินปัญหา และต้องเคารพความเห็นต่างของประชาชนด้วย อย่างไรก็ตามทุกวันนี้การอุปถัมภ์พุทธศาสนาของรัฐบาลมีเพียงพอแล้วหรือไม่ พุทธศาสนาได้รับการดูแลมากน้อยแค่ไหน เพราะแม้บรรจุลงไปในรัฐธรรมนูญแต่ถ้าดูแลยังมีน้อยอยู่คงไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นควรจะบรรจุธรรมะในใจประชาชนให้มากที่สุดจะดีกว่า
-ตือเตือนรัฐบาลอย่าตื่นม็อบ
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงการปรับครม.ว่า ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ปกติของรัฐบาลทุกชุดที่บริหารงานแล้วพบปัญหาย่อมเป็นสิทธิอันชอบธรรมของนายกฯที่จะดำเนินการปรับครม.ได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันรัฐบาลเป็นรัฐบาลชั่วคราวจึงอยากให้ข้อสังเกตว่า จะต้องปรับวิธีการทำงานให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อสนช.อย่าปรับเพียงตัวบุคคล เพราะการปรับครม.ที่ผ่านมายังเห็นผลว่ารัฐบาลคงทำงานล่าช้า ดังนั้นเวลาที่เหลือน้อยรัฐบาลต้องปรับวิธีการทำงานมากกว่า โดยเฉพาะนายกฯต้องไม่ทำงานคนเดียว แต่ต้องมีทีมงาน อย่าอยู่บนหอคอยงาช้างเท่านั้น อีกทั้งต้องกระตุ้นข้าราชการที่กำลังเกียร์ว่างด้วย เพราะเขาคือผู้ปฏิบัติ
นายสมศักดิ์กล่าวถึงกลุ่มผู้ชุมนุมที่เตรียมเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลว่า รัฐบาลและคมช.กำลังออกอาการตื่นตระหนกต่อกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆที่จะเกิดขึ้น จึงอยากให้หันกลับไปดูว่าภายใต้รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารนั้นไม่เคยปรากฏการณ์ชุมนุม แต่รัฐบาลนี้กลับมีปรากฏเหมือนเป็นการท้าทายอำนาจรัฐและคมช. ซึ่งแต่ละกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่างมีเหตุผล มีที่มาที่ไป เพราะฉะนั้นต้องแก้ที่ต้นตอของปัญหาอย่ามองที่ปลายเหตุ และขออย่ามองว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมาจากท่อน้ำเลี้ยง เพราะถ้าตั้งสมมติฐานไว้ก่อนก็จะเกิดสิ่งที่หลายฝ่ายหวาดกลัวคือการเผชิญหน้าก็ได้
-กมธ.ยกร่างยันส่งมอบตามกรอบ
นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล โฆษกคณะกรรมาธิการการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สภาร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า จากกรณีที่มีข่าวเรื่องการเลื่อนวันส่งมอบร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกยกร่างเสร็จแล้วจากวันที่ 19 เม.ย. เป็นวันที่ 26 เม.ย.ว่า ไม่ได้เลื่อน ยืนยันว่าการส่งมอบร่างเป็นไปตามกำหนดเดิม โดยตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวกำหนดให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งมอบร่างให้กับ 12 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ภายใน 30 วัน โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย. และภายหลังรับฟังความคิดเห็นขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและประชาชนเสร็จสิ้น ในการมอบร่างที่สอง ซึ่งจะพิมพ์แจกให้ประชาชน 18 ล้านเล่มจะจัดงานส่งมอบอย่างยิ่งใหญ่
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมและการประชามติ สภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร.) เพื่อหารือแนวทางการรับฟังความคิดเห็นประชาชนหลังจากร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกจะเริ่มเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการวันที่ 19 เม.ย. ทั้งนี้คณะกรรมาธิการมีมติให้จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพื่อประมวลความเห็นของประชาชนมาเทียบกับร่างแรก โดยจะตั้ง 3 ชุด ดำเนินการแปรญัตติรายมาตรา ตามกรอบของอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมูญทั้ง 3 ชุด ซึ่งจะนำความคิดเห็นของประชาชนที่แตกต่างกับร่างแรก และที่ประชาชนเห็นว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯไม่ได้นำมายกร่างก็จะแปรญัตติเป็นรายมาตรา คาดว่าการทำงานจะเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ และจะนำผลที่ได้เข้าคณะกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมฯ จากนั้นจะนำเข้าส.ส.ร.เพื่อดูว่าประเด็นใดที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯไม่ได้ทำตามความคิดของประชาชน และจะต้องมาแปรญัตติในมาตราใดบ้าง เพื่อให้ส.ส.ร.มีโอกาสรวมกลุ่มแปรญัตติ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมั่นใจว่าสิ่งที่เสนอต่อคณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมฯไม่สูญเปล่า
-เตรียมเปิดคอลเซ็นเตอร์รธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นที่คณะกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมฯ เห็นว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ไม่ได้ทำตามความเห็นของประชาชน คือเรื่องที่มาของส.ว. ซึ่งประชาชนอยากให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้นอาจจะขอแปรญัตติเรื่องดังกล่าวให้เป็นการเลือกตั้งโดยตรง หรืออาจจะถามประชาชนว่าจะรับได้หรือไม่หากจะทำตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยกร่างฯที่ให้สรรหาตัวแทนมาในแต่ละจังหวัด แต่อาจจะแปรญัตติให้สรรหามาประมาณ 3-5 คนแล้วให้ประชาชนเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า คณะกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมฯ จะเริ่มออกไปฟังความเห็นของประชาชนรอบ 2 ทั่วทุกภาคเริ่มตั้งแต่ในวันที่ 20 เม.ย. และจะเสร็จในวันที่ 25 พ.ค.นี้ เพื่อให้ประชาชนเห็นในรายมาตรา และให้ประชาชนหยิบประเด็นที่สนใจและอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจากร่างแรกขึ้นมาซักถาม และกรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมฯ ได้เตรียมสัมภาษณ์กรรมาธิการยกร่างฯในแต่ละประเด็น เพื่อชี้แจงว่าทำไมถึงต้องร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้ และจะขอให้กรรมาธิการยกร่างฯเปิดคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งจะมีคณะกรรมาธิการยกร่างฯคอยตอบคำถาม เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นโดยตรงกับประชาชน ส่วนประเด็นพุทธศาสนาที่มีการเรียกร้อง เท่าที่กรรมาธิการประสานการมีส่วนร่วมฯ ไปฟังความเห็นประชาชนครั้งแรก พบว่าจำนวนประชาชนเห็นว่าไม่ควรบัญญัติมีมากกว่าประชาชนที่เห็นว่าควรบัญญัติเล็กน้อย นอกจากนี้นายศิวะ แสงมณี กรรมาธิการ เสนอให้เปิดสภาให้พระสงฆ์มาพูดวัตถุประสงค์เรื่องดังกล่าวให้ส.ส.ร.ฟัง เมื่อแสดงความเห็นแล้วจะได้แยกย้ายไปทำกิจของสงฆ์ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะพิจารณาเสนอส.ส.ร.ต่อไป
-คตส.ขีดเส้นสุริยะแจง2พ.ค.
ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ช่วงเช้ามีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 โดยเชิญผู้ถูกกล่าวหา ประกอบด้วย นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกรรมการบริหารบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตรมว.คมนาคม โดยนายสุริยะได้ส่งทนายยื่นหนังสือขอเลื่อนการชี้แจงข้อกล่าวหา เนื่องจากต้องใช้เวลารวบรวมเอกสารที่กระจัดกระจายอยู่ และต้องการพักฟื้นจากอาการโรคบ้านหมุน น้ำในหูไม่เท่ากัน ที่มีลักษณะเวียนหัวตลอดเวลา จนทำให้ไม่สามารถเดินได้สะดวก โดยขอเลื่อนการชี้แจงออกไปอีกประมาณ 3 เดือน
นายอำนวย ธันธรา ประธานคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการจัดซื้อจัดจ้างเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 กล่าวว่า การขอเลื่อนเวลาการชี้แจงออกไปนาน 3 เดือนเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากระเบียบกำหนดให้เลื่อนได้ครั้งละไม่เกิน 15 วัน โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนอนุญาตให้นายสุริยะเลื่อนการชี้แจงได้แค่ถึงวันที่ 2 พ.ค.นี้เท่านั้น หากไม่มาตามกำหนด ถือว่าสละสิทธิ์และไม่ติดใจในการชี้แจงข้อกล่าวหา
นายบุญส่ง เติมวัฒน์ ทนายความส่วนตัวนายสุริยะระบุว่า ในวันที่ 2 พ.ค.นี้ นายสุริยะจะเดินทางมาชี้แจงข้อกล่าวหาด้วยตัวเอง
-หม่อมอุ๋ยพบอนุฯที่ดินรัชดาฯแล้ว
เวลา 09.20 น. นายสมชายได้เดินทางเข้าชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา พร้อมนายสมศักดิ์ โตรักษา ทนายความส่วนตัว ใช้เวลาชี้แจงกว่า 3 ชั่วโมง โดยนายสมชายกล่าวว่า การให้ปากคำของตนเองน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย แต่โดยมารยาทไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะยังอยู่ในกระบวนการของการสืบสวนสอบสวน หากพูดไปจะทำให้กระทบต่อสำนวน และขอยืนยันอีกครั้งว่าแม้จะเป็นอดีตบอร์ดทอท. แต่เรื่องนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตการซื้อขายเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดซีทีเอกซ์ ในฐานะที่นั่งเป็นบอร์ดทอท.ไม่เคยทราบถึงขั้นตอนและกระบวนการในการซื้อขาย และยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับทอท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ยังมีการประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ที่มีนายอุดม เฟื่องฟุ้ง เป็นประธาน โดยที่ประชุมได้เชิญ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในฐานะอดีตประธานกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ผู้ถูกกล่าวหาได้ร้องขอให้สอบพยานเพิ่ม โดยใช้เวลาในการชี้แจงกับอนุกรรมการไต่สวนนานกว่า 4 ชั่วโมง
ม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวเพียงสั้นๆก่อนเข้าพบคณะอนุกรรมการไต่สวนว่า ตนได้เตรียมข้อมูลมาชี้แจงเต็มที่ ส่วนที่เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่าการซื้อขายโปร่งใส ตนมีหน้าที่ชี้แจงตามข้อเท็จจริง ส่วนความเห็นเป็นดุลพินิจของคตส.
-ทนายแม้ว-อ้อฟุ้งมีลุ้นชนะคดี
นายพิชิต ชื่นบาน ทนายความผู้ได้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า ทีมทนายได้มอบ 16 คำถามให้กับอนุกรรมการคตส. และอนุฯได้สอบถามตามที่ทีมทนายได้ยื่นไปให้ ซึ่งบรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยดี และเป็นที่พอใจ มั่นใจว่าม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้ตอบข้อซักถามที่เคยได้ยืนยันไปก่อนหน้านี้ ว่าการซื้อขายที่ดินระหว่างกองทุนฟื้นฟูฯกับคุณหญิงพจมานถูกต้องและมีกำไร และตอบได้ครบถ้วน ซึ่งการให้ข้อมูลครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อพ.ท.ต.ทักษิณ และทีมทนายยังมั่นใจในข้อบังคับของกองทุนฟื้นฟูฯว่าไม่ต้องผ่านฝ่ายบริหาร นายรัฐมนตรี หรือครม. ดังนั้น การซื้อขายที่ดินจึงเป็นหน้าที่ของกองทุนฟื้นฟูฯที่จะตัดสินใจ โดยไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี
นายอุดม เฟื่องฟุ้ง ประธานอนุกรรมการไต่สวนคดีจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ กล่าวถึงการชี้แจงของม.ร.ว.ปรีดิยาธรว่าไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดคำชี้แจงได้ เพราะเป็นความลับของพยาน เมื่อถามว่ามีข่าวว่าม.ร.ว.ปรีดิยาธรได้ยืนยันกับคตส.ว่าตามกฎหมายนายกฯไม่ได้กำกับดูแลกองทุนฟื้นฟูฯ นายอุดมกล่าวว่าตามหลักกฎหมายแบ่งออกเป็นหลักข้อเท็จจริงกับข้อกฎหมายที่เห็นแตกต่างกันได้ แต่เนื้อหาคำชี้แจงของม.ร.ว.ปรีดิยาธร พบว่าเหมือนกับที่กองทุนฟื้นฟูฯเคยมาชี้แจงก่อนหน้านี้ เรื่องนี้ก็ต้องไปนำสืบว่านายกฯได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกองทุนฟื้นฟูในทางหนึ่งทางใดหรือไม่ และนายกฯต้องรับผิดชอบกับทุกหน่วยงานราชการหรือไม่ในฐานะผู้นำรัฐบาล หากพิสูจน์ให้เห็นได้ว่านายกฯได้เข้าไปกำกับและสั่งการดูแลกองทุนฟื้นฟูฯทางใดทางหนึ่งก็ผิดกฎหมาย แต่หากพบว่าไม่ได้กำกับดูแลก็ไม่ผิดกฎหมาย ทั้งหมดคงต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา
-นามเผยเตรียมออกระเบียบกันโดนฟ้อง
นายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส.กล่าวว่า ภายหลังจากที่กรรมการ คตส.ได้เริ่มถูกบุคคลบางคน เช่น นายสมัคร สุนทรเวช อดีตผู้ว่าฯ กทม.ได้ยื่นฟ้องตนเองกับนายประเสริฐ บุญศรี ในคดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานครต่อศาลอาญานั้น ล่าสุดทางกรรมการ คตส.ได้หารือกันถึงเรื่องนี้ในที่ประชุม และเห็นว่าในอนาคตหากกรรมการ คตส.พ้นจากตำแหน่งแล้วเกิดถูกบุคคลบางคนยื่นฟ้องต่อศาลเรียกค่าเสียหายหรือฟ้องศาลคดีอาญาก็จะทำให้กรรมการหลายคนประสบปัญหาตามมามากมาย เช่น เรื่องค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี ค่าจ้างทนายความ ดังนั้นกรรมการหลายคนเห็นกันว่าจะมีการยกร่างระเบียบว่าด้วยค่าใช้จ่ายสำหรับกรรมการ คตส.ในกรณีถูกฟ้องจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเป็นระเบียบแบบเดียวกับที่องค์กรอื่น เช่น กรรมการการเลือกตั้ง ก็มีเช่นเดียวกัน เพื่อให้การทำหน้าที่ของ คตส.ไม่มีปัญหาในอนาคต
คงไปห้ามคนมาฟ้องกลับเราไม่ได้ แต่หากฟ้องเยอะๆ ก็เหนื่อย เพราะต้องวิ่งขึ้นศาล ตอนนี้ยังไม่เป็นหรอกแต่หากพ้นตำแหน่งไปแล้วก็มีปัญหาแน่ ทั้งที่ทำงานด้วยความสุจริตใจ ดังนั้นก็ต้องยกร่างระเบียบนี้ออกมา ซึ่งคงเร็วๆ นี้ก็จะเสร็จและลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในเร็วๆ นี้ โดยจะเป็นระเบียบว่าด้วยค่าใช้จ่ายแม้หากพวกเราพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว หากถูกฟ้องเพราะผลจากการทำงาน ระเบียบนี้ก็จะคุ้มครองให้ เช่น เบิกค่าใช้จ่ายได้ ไม่อย่างนั้นหากต้องจ่ายเงินเองก็ตาย เพราะทุกวันนี้ก็พยายามทำงานเต็มที่แล้วเร่งทุกคดี นายนามกล่าว
นายนามกล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่รัฐบาลจะเชิญสามประธาน คือประธานคมช.-ประธานสนช. และประธานคตส. ไปร่วมประชุม ครม.ด้วยนั้น ยังไม่รู้รายละเอียด แต่หากให้ไปจริงก็พร้อมจะไปร่วมคุยด้วยเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง แต่คงต้องทำการบ้านให้หนักก่อนจะไปร่วม
หน้า 1
ข้อมูลจาก ข่าวสด
