ทหารกับตำรวจเปรียบได้ว่าต่างก็เป็น เครื่องมือ ของรัฐที่เหมาะกับการใช้งานในสถานการณ์ที่ต่างกันทหารเป็นอาชีพที่เน้นการใช้ อาวุธ
รัฐมีทหารเอาไว้รบ ชำนาญการใช้อาวุธหนัก และพร้อมปะทะแตกหักถึงตาย
สถานการณ์ที่รัฐงัดเอา ทหาร ออกมาใช้ ย่อมเป็น สถานการณ์ที่ไม่ปกติ
ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ ชีวิตของเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย
เป็นตายเท่ากัน!
ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เจ้าหน้าที่รัฐย่อมจะระมัดระวังตัวสูง บางคนอาจหวาดระแวง กระทั่งอาจประสาทหลอน จนทำให้ระบบสั่งการของสมองผิดพลาด
ส่วน ตำรวจ นั้น ปกติแล้วรัฐมีไว้สำหรับ บังคับใช้กฎหมาย
ไม่ใช่รบ!
จุดมุ่งหมายของงานตำรวจ คือ การรักษาความสงบเรียบร้อย ตรวจตราป้องกันเพื่อให้ความไม่ปลอดภัยแก่ชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนติดตามสืบสวนแกะรอย รวบรวมพยานหลักฐาน จับกุม และสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิด
งานของตำรวจเป็น งานวิชาชีพ การทำงานของตำรวจต้องเริ่มจากการอ่านสภาพความเป็นจริง
ถ้ามีเหตุก็ต้องเริ่มงานจาก ที่เกิดเหตุ เก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร พยานหลักฐานทั้งบุคคลและวัตถุ การค้น การจับของตำรวจมีกฎหมายบังคับรัดกุม มีระเบียบวินัยคุมเข้มงวด
ยิ่งในด้านการใช้อาวุธของตำรวจ ยิ่งระมัดระวัง!
ในภาวะปกติ ตำรวจจึงอ่านคน อ่านสังคม และปรับตัวได้ดี
แต่ถ้าในภาวะกึ่งสงคราม หรือภาวะสงคราม ตำรวจจะตกเป็นรอง หรือเป็นเป้าถูกทำลายได้ง่าย
ถูกกลั่นแกล้งแจ้งความถูกดำเนินคดีก็มี
ในสถานการณ์สงครามหรือกึ่งสงคราม ฝ่ายตรงข้ามฆ่าตำรวจได้ง่ายกว่าฆ่าทหาร
สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทหารกับตำรวจควรกลมเกลียวเป็น หนึ่งเดียว
ต้องรู้จักแบ่งงาน แบ่งหน้าที่ และร่วมมือร่วมงานกัน
ในภาวะสู้รบ ทุกชีวิตเสี่ยงตายเท่ากัน!
ผู้นำ ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ใช่พลเรือน
หากแต่เป็นผู้นำของทุกคนทุกฝ่ายที่ร่วมยุทธการ
จึงต้องเป็นผู้นำที่มีภาวะผู้นำสูง หูหนัก ใจใหญ่ ใจคอหนักแน่น เปิดกว้างแก่ทุกคนทุกฝ่าย
ไม่ใช่ผู้นำที่ถือดี เอาดีใส่ตัว แล้วโยนความชั่วให้ฝ่ายอื่น!?!!
หน้า 12
ข้อมูลจาก มติชน
