ประเภทตั้งด่านถี่ยิบ ทำยอด อย่าให้เจอ บอกกันตรงนี้ไม่ต้องอาย ความจริงไม่ต้องมาหลอกกัน ขับรถไปบนถนน 5 กิโลเมตร เจอ 3 ด่าน แล้วก็แอบตรวจกันเป็นอีแอบ ทำไมไม่กล้าทำให้เปิดเผย ไม่ต้องทำยอดทำเป้าอะไรกันนักหนา สงสารประชาชนตาดำๆ เขาบ้างพลันที่ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ย้ายจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2 ) มานั่งในตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ก็ถูกจับตามองพิเศษถึงบทบาทที่จะจัดการปัญหาทั้งด้านอาชญากรรมและด้านการเมือง ที่กำลังรุมเร้าเมืองหลวง
โดยเฉพาะด้านการเมืองในท่ามกลางสถานการณ์บ้านเมืองที่ยังคุกรุ่นและกำลังเดินเข้าสู้การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม
ขณะที่ขั้วอำนาจเก่าแตกฉานซ่านเซ็นหันไปรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็ก กลุ่มน้อย ตลอดจนการชุมนุมประท้วงรัฐบาลเฉพาะกิจ ที่เงื้อง่าตั้งหลักประท้วงกันอยู่เรื่อยๆ
ประการสำคัญก่อนที่ อัศวิน จะมารับตำแหน่งต่อจาก พล.ต.ท.อดิศร นนทรีย์ ที่ย้ายไปนั่งตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ในวันที่ 1 ตุลาคม
ค่ำวันที่ 30 กันยายน เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ตู้โทรศัพท์หน้า กองทัพบก แรงระเบิดทำให้ ด.ต.จีรเดช อัตตพงษ์ เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด นิ้วมือข้างขวาขาดกระดูกแตกละเอียดจำใจต้องตัดมือทิ้ง รวมทั้งปอดฉีกขาดจากแรงอัดระเบิด รวมทั้ง ส.ต.ท.พิทยาธร สุนทรชื่น ถูกเสียงระเบิดทะลวงจนแก้วหูทะลุ
ซึ่งเหตุระเบิดดังกล่าว บรรดาผู้สันทัดกรณีทั้งหลายต่างฟันธงว่า เป็นระเบิดการเมือง ยากที่จะจับกุมผู้ก่อเหตุได้
แม้จะเป็นระเบิดการเมือง แต่เมื่อเกิดเหตุขึ้นก็ต้องเป็นภาระของตำรวจที่ต้องสะสาง
ซึ่งภาระนี้ พล.ต.ท.อัศวิน มิอาจหลีกเลี่ยง
วันแรกที่รับตำแหน่ง อัศวิน ให้ความเห็นว่า แม้จะจับได้หรือไม่ ต้องพยายามจนรู้ให้ได้ว่าเป็นเรื่องอะไร ใครทำ ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าไม่มีอาชญากรรมใดที่ไม่ทิ้งร่องรอย ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป กำลังตรวจสอบผู้ต้องสงสัยที่ชัดเจน กำลังหากล้องตามสี่แยกต่างๆ ตั้งแต่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ทุกบริษัท ห้าง ร้าน ตลอดจนเวทีมวยราชดำเนิน ที่ข้างถนนอาจจะมีกล้อง ก่อนเกิดเหตุหรือหลังเกิดเหตุมีใครจับภาพได้ไหม
ในวันเดียวกันแฟ้มคดีระเบิด 9 จุด วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 ตลอดจนเหตุระเบิดตู้โทรศัพท์ปากซอยราชวิถี 24 และห้างเมเจอร์รัชโยธิน ถูกรวบรวมเข้าที่ประชุมทันที
การเปรียบเทียบแผนประทุษกรรมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการการสอบปากคำพยาน จากนั้น 2 วันถัดมาภาพสเก๊ตช์ผู้ต้องสงสัยถูกแจกจ่ายแก่สื่อมวลชนทันที
ใช้วีธีสกรีนบุคคลที่ไม่น่าจะเกี่ยวข้องออกไป เด็ก ผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้หญิง วัยรุ่นวัยเรียนอายุ 13 ปีลงไปก็ตัดออก ตัดอาชีพที่ไม่น่าจะใช่ออกไป สงสัยกลุ่มไหนก็ตรวจกลุ่มนั้น ถ้าไม่ใช่ก็ตัดไปเรื่อยๆ จริงๆ เราตรวจคนไม่เกินหมื่นคนหรอก ไม่จำเป็นต้องตรวจทั้ง 62 ล้านคน พล.ต.ท.อัศวินแจงความคืบหน้าในการคลี่คลายคดีเป็นระยะๆ
แม้ว่าคดีระเบิดหลายๆ คดีที่ผ่านมา ยังไม่สามารถจับมือใครดมได้ มาในยุคของ พล.ต.ท.อัศวินยังตั้งเป้าเดินหน้าพิสูจน์หาพยานหลักฐานอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ฝ่ายการเมืองและกองทัพต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่าเหตุระเบิดเป็นผลพวงมาจากสถานการณ์การเมือง ซึ่งในส่วนของผู้ปฏิบัติยังไม่อาจฟันธงตามนั้นได้ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน
คดีระเบิดจึงกลายเป็นคดีที่ท้าทาย พล.ต.ท.อัศวินยิ่งนัก !!!
ครั้นมามองถึงภารกิจอีกด้านหนึ่งของ ผบช.น. ที่ต้องดูแลบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับคนกรุง จึงมีการถามถึงนโยบายและวิสัยทัศน์ในการทำงานที่วางไว้
ผมพูดไม่เก่ง เรื่องวิสัยทัศน์พูดไม่ค่อยเป็น ถ้าถามถึงนโยบายคงหนีไม่พ้นเรื่องเดิมๆ ที่ดูสวยหรู สวยงาม แต่ผมเน้นการปฏิบัติมากกว่า พล.ต.ท.อิศวินบอกสั้นๆ
แต่ในวันมอบนโยบายให้กับนายตำรวจระดับ สารวัตร (สว.) ถึงรองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.น.) ในวันที่ 6 ตุลาคม
พล.ต.ท.อัศวิน ได้แจกแจงถึงนโยบายพร้อมบอกถึงความในใจให้ฟัง ผมรับราชการจากบ้านนอกเข้ากรุง แต่ได้สัมผัสกับนครบาลพอสมควรเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) ผบก.ป. รอง ผบช.ก.รวมแล้วประมาณ 10 ปี คุ้นเคยกับท้องที่อยู่บ้าง จารีตประเพณีไม่แตกต่างกับหน่วยงานอื่นเท่าใดนัก ผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องยุ่งยากในการมาทำงานตรงนี้
ด้านนโยบายพูดไปก็ซ้ำแบบเดิม ค่อนข้างสวยหรู ดูแล้วสวยงาม แต่มันอยู่ที่ตรงกลาง แก่นแท้ของการปฏิบัติมากกว่า การรับราชการตำรวจมีทั้งศาสตร์และศิลป์
ศาสตร์มาจากตำราเล่มเดียวกัน ระเบียบข้อบังคับของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กฎหมายอาญา ป.วิอาญา ระเบียบต่างๆ ทุกคนต้องรู้
แต่ศิลปะในการดำเนินชีวิต ดำเนินงาน ในหน้าที่ให้ถูกต้องทำนองคลองธรรมและถูกใจประชาชนเป็นเรื่องที่สอนกันยาก จะกำหนดกฎเกณฑ์ว่าอันนี้ต้องทำอย่างนั้น อันนั้นต้องทำอย่างนี้ เขียนออกมาเป็นตำราไม่ได้ ศิลปะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จะทำอย่างไรให้ถูกใจประชาชนและเพื่อนร่วมงาน
จากนั้น อัศวิน ได้ย้ำแนวทางการทำงานให้กับผู้ปฏิบัติไว้ 2 ประเด็น
ประเด็นแรก ผมเห็นว่าชีวิตความเป็นอยู่ของคนกรุงเทพฯ 70-80 เปอร์เซ็นต์ เป็นชนชั้นกลาง การเดินทางส่วนใหญ่ไม่มีรถเป็นของตัวเอง ต้องพึ่งพาโดยสารรถประจำทาง
จึงขอฝากให้ช่วยกันตรวจสอบ ดูแลเกี่ยวกับเรื่องรถเมล์ ไม่ว่าจะเป็นรถองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รถร่วมบริการ รถสองแถว รถที่บริการรับส่งในซอย ตลอดจนรถจักรยานยนต์รับจ้าง
ฝากรองผู้กำกับการจราจร (รอง ผกก.จร.) และ สว.จร.ทุกสถานี ให้ไปตรวจสอบในท้องที่ว่ามีอู่รถเมล์ต้นสายกี่แห่ง มีรถเมล์กี่คัน ให้สว.จร.ช่วยตรวจสมรรถภาพของผู้ขับขี่รถโดยสารว่าพร้อมที่จะขับขี่ไหม มีอาการมึนเมาสุราไหม ติดยาเสพติดหรือเปล่า อดนอนหรือเปล่า ตลอดจนแต่งกายเรียบร้อยหรือไม่
ขอให้ตรวจสอบเท่าที่จะทำได้ ผมว่าน่าจะเกิดประโยชน์ เพราะจากสถิติที่ผ่านมาอุบัติเหตุ 70 เปอร์เซ็นต์มาจากรถเมล์
แต่ละโรงพักมีตำรวจจราจร 30-40 นาย ไม่ต้องบอกว่ากำลังไม่พอ ขอให้ สว.จร.จัดเวรเวียนไปดูวันละ 1 คน ผมจะพูดให้กำลังเพิ่มสถานีละ 20 คน ง่ายนิดเดียว
พวกที่เบียดบังเวลาราชการ มาสาย ออกก่อน โอ้เอ้ เข้างาน 08.00 น. กว่าจะเริ่มงาน 09.00 น. โกงเวลาไป 1 ชั่วโมงแล้ว พอจะออกเวร 16.00 น. ก็หายตัวไปพักผ่อนตั้งแต่เวลา 15.00 น. ตรงนี้คือปัจจัยที่จะทำให้กำลังเพิ่มขึ้นมา 20 เปอร์เซ็นต์ ลองไปคิดดู
สั่งกันตรงนี้พรุ่งนี้ขอให้เริ่มดำเนินการเลย ถ้า สว.จร.ทำไม่ได้ขอให้มาบอก ผมจะหาคนไปทำแทน ถ้าเหนื่อยก็ไปอยู่ฝ่ายอำนวยการ ผมยินดีรับฟังทุกคน แต่จะเชื่อหรือไม่ ผมจัดการเอง
ประเภทที่ตั้งด่านถี่ยิบ ทำยอด อย่าให้เจอ บอกกันตรงนี้ต่อหน้าสาธารณะ ไม่ต้องอาย ความจริงไม่ต้องมาหลอกกัน ไม่ต้องมาโกหกกัน ขับรถไปในถนน 5 กิโลเมตร เจอ 3 ด่าน แล้วก็แอบตรวจกันเป็นอีแอบ ทำไมไม่กล้าทำให้เปิดเผย ไม่ต้องทำยอดทำเป้าอะไรกันนักหนา สงสารประชาชนตาดำๆ เขาบ้าง ฝากเอาไว้ด้วย
ผมอาจจะพูดตรงไปหน่อย แต่นี่คือผม ผมเป็นอย่างนี้มานานแล้ว พูดตรงๆ ไม่อ้อมค้อม พูดไม่ต้องแปล ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ผมไม่ค่อยรู้ แต่ผมรู้ภาษาคน กับภาษาไทย ขอให้พูดภาษาคนกับผม ผมพูดรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นคำเดียวสั้นๆ จบ ไม่ต้องเยิ่นเย้อ อ้อมค้อม
ประเด็นที่ 2 ต้องเข้าใจว่าสถานีบางแห่งอยู่ในซอกในซอยลึก ชาวบ้านหาไม่เจอ เมื่อ 2 วันก่อน ผมลองขับผ่านถนนลาดพร้าว ตอนตี 1 ทั้งถนนมีผมขับรถมาคนเดียว ถ้ารถเสียแล้วไม่มีโทรศัพท์มือถือจะอ้างว้างมาก ไม่รู้จะไปบอกใคร โรงพักอยู่ไหนยังไม่รู้เลย
ต่อไปไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณตั้ง สน.ย่อย ไว้รับแจ้งเหตุ ขอให้สารวัตรป้องกันและปราบปราม (สวป.) ไปสั่งรถสายตรวจ ทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามจุดต่างๆ ริมถนน ให้ชัดเจน
แต่อย่าไปตั้งด่าน เปิดไฟให้เห็น แม้เขาจะไม่ประสบเหตุ แต่ก็อุ่นใจ ไม่เหงาหงอย ไม่ใช่ขับมาอย่างโดดเดี่ยวจะถูกจี้เมื่อไหร่ยังไม่รู้เลย ไม่ต้องไปแอบในมุมมืด ในซอกในซอย ยอมรับว่าต้องมีบ้างที่จอดแอบจอดหลับ แต่ถ้าจะจอดพักเหนื่อยขอให้จอดริมถนนได้ไหม เพราะจะทำให้ป้องปรามได้ด้วย
คนร้ายที่ผ่านไปผ่านมา เห็นตำรวจ จะลดการกระทำผิด และชาวบ้านที่ขับขี่ผ่านไปมาจะเกิดความอุ่นใจไม่เงียบเหงา เปล่าเปลี่ยว
ตอนนี้ยังไม่ต้องคิดตั้ง สน.ย่อย เอาสิ่งที่ทำได้ก่อน เราต้องบริหารจัดการสิ่งที่มีไว้ก่อน ส่วนจะขอกำลังเพิ่ม หรือขอตั้ง สน.ย่อย เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชากำลังคิดหาทางกันอยู่
หากมองภาพรวมแล้วถือว่า พล.ต.ท.อัศวิน มอบแนวนโยบายที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่งเพื่อให้ตำรวจนครบาลปฏิบัติ
แต่จะบรรลุเป้าที่วางไว้และสร้างความอุ่นใจให้กับคนเมืองกรุงได้แค่ไหน คงต้องติดตามดู !!
หน้า 12
ข้อมูลจาก มติชน
