คอลัมน์ มงคลข่าวสดในวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2551 เป็นวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก องค์ประมุขสงฆ์ไทย ครบรอบ 95 พรรษา
นับเป็นมงคลวโรกาสที่นำมาซึ่งความปลาบปลื้มยินดีแก่พุทธบริษัทอีกวาระหนึ่ง
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ลำดับที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2532
ตลอดเวลาที่ทรงดำรงตำแหน่งนี้พระองค์ทรงมีคุณูปการอันทรงคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา และประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ ในฐานะประมุขสงฆ์สูงสุด
ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจและพระศาสนกิจได้ครบถ้วน ทรงเป็นผู้ปกครองอันเที่ยงธรรมมั่นคงในพระธรรมวินัยยิ่ง
ทรงเป็นทั้งนักเผยแผ่และทรงสนับสนุนการเผยแผ่พุทธศาสนามาตลอด
นอกจากนี้ ยังประทานลายพระหัตถ์ มงคลข่าวสด แก่หนังสือพิมพ์ข่าวสด ซึ่งอัญเชิญมาเป็นหัวคอลัมน์นี้
ย้อนหลังกลับไปเมื่อวันศุกร์เดือน 11 ขึ้น 4 ค่ำ ปีฉลู ตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม พุทธศักราช 2456 เจริญ คชวัตร ได้ถือกำเนิด ณ ต.บ้านเหนือ อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายน้อย และนางกิมน้อย คชวัตร ทรงเป็นบุตรคนที่ 1 ในจำนวนบุตรชาย 3 คนของครอบครัวตระกูลคชวัตร
พระชนมายุย่าง 14 ปี ถือบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดเทวสังฆาราม
ต่อมาทรงย้ายมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดเสน่หา อ.เมือง จ.นครปฐม 2 พรรษา ก่อนจะทรงย้ายมาศึกษาต่อที่วัดบวรนิเวศวิหาร ในสมัยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงครองพระอาราม
พระองค์ทรงศึกษานักธรรม-บาลีสอบได้ประโยคต่างๆ มาโดยลำดับจนถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค
พ.ศ.2476 ทรงกลับไปอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดเทวสังฆาราม โดยมีพระครูอดุลยสมณกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูนิวิฐสมาจารย์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ครั้นถึงช่วงออกพรรษาทรงกลับมาอุปสมบทอีกครั้งหนึ่ง เพื่อญัตติเป็นธรรมยุต ณ วัดบวรนิเวศ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ครั้งยังเป็นสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ และพระรัตนธัชมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์
ได้รับฉายาว่า สุวฑฺฒโน อันมีความหมายว่า ผู้เจริญปรีชายิ่งในอุดมปาพจน์
เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศ สมเด็จพระญาณสังวรได้รับหน้าที่เป็นพระอภิบาลโดยตลอด และต่อมาได้เป็นผู้ถวายพระธรรมเทศนา พระมงคลวิเสสกถาในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ปีพุทธศักราช 2507
ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์มาโดยลำดับ พระชนมายุ 34 พรรษา เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระโศภนคณาภรณ์ พระชนมายุ 39 พรรษา เป็นพระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนามเดิม
พระชนมายุ 42 พรรษา เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามเดิม พระชนมายุ 43 พรรษา เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในราชทินนามที่ พระธรรมคุณาภรณ์
พระชนมายุ 48 พรรษา เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระสาสนโสภณ
พระชนมายุ 59 พรรษา ได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร
พ.ศ.2532 ทรงโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระองค์แรกที่ใช้พระนามเดิมเฉกนี้ และทรงให้ถือเป็นแบบธรรมเนียมตราในกฎมหาเถรสมาคมสืบมา
เจ้าประคุณสมเด็จทรงเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ทรงมีพระอัธยาศัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญ โดยเฉพาะด้านภาษา ทรงศึกษาภาษาต่างๆ อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และสันสกฤต จนสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี
ขณะเดียวกันทรงเป็นพระมหาเถระไทยรูปแรกที่ได้ดำเนินงานพระธรรมทูตในต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทรงนำพระพุทธศาสนาเถรวาทไปสู่ทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรก โดยการสร้างวัดพุทธรังษี ณ นครซิดนีย์ ทรงให้กำเนิดคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ทรงช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศเนปาล โดยเสด็จไปให้การบรรพชาแก่ศากยะกุลบุตรในประเทศเนปาลเป็นครั้งแรก
สถาบันการศึกษาของชาติหลายแห่ง ตระหนักถึงพระปรีชาสามารถและคุณค่าแห่งงานพระนิพนธ์ ตลอดถึงพระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติ จึงได้ทูลถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นการเทิดพระเกียรติหลายสาขา
ในระยะหลังสมเด็จฯ ทรงมีพระอาการประชวร ต้องย้ายไปประทับรักษาพระอาการที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และมีการแต่งตั้งคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เพื่อปฏิบัติศาสนกิจแทนพระองค์
สำหรับพระอาการล่าสุด พระองค์ทรงมีพระพักตร์แจ่มใส พระอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถกล่าวสวดให้พรได้ แต่ยังไม่สามารถทรงงานหนักได้มากนัก
ภารกิจประจำวันของพระองค์ ในช่วงเช้า หลังจากเสวยภัตตาหาร ทางคณะแพทย์ได้ถวายทำกายภาพ บำบัด และในช่วงบ่าย ตั้งแต่เวลา 16.00-17.00 น. จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าถวายสักการะสมเด็จพระสังฆราชอย่างใกล้ชิด
เนื่องในวันคล้ายวันประสูติประจำปี พ.ศ.2551 นี้ วัดบวรนิเวศวิหารได้ออกกำหนดการบำเพ็ญพระกุศลเนื่องในโอกาสดังกล่าว บริเวณวัดบวรนิเวศวิหาร ตั้งแต่วันที่ 1-3 ตุลาคม 2551
วันที่ 1 ตุลาคม เวลา 09.00 น.คณะนวกภิกษุ อุบาสกอุบาสิกา ร่วมบริจาคโลหิตถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งหน่วยแพทย์ให้บริการตรวจสุขภาพ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ที่ตึก สว ธรรมนิเวศ เวลา 16.30 น. พระภิกษุ สามเณร พุทธศาสนิกชน สวดมนต์ ที่ห้องประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร.) เพื่อถวายเป็นพระกุศล
วันที่ 2 ตุลาคม เวลา 06.30 น. พุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรพระภิกษุ สามเณร จำนวน 96 รูป ณ สนามวัดบวรนิเวศวิหาร เวลา 16.30 น. กรรมการเถรสมาคม (มส.) เจริญพระพุทธมนต์ถวาย ณ พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร
วันที่ 3 ตุลาคม เวลา 10.20 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานบำเพ็ญพระกุศลคล้ายวันประสูติถวาย, เวลา 10.30 น. กรรมการมหาเถรสมาคม 18 รูปเจริญพระพุทธมนต์ ณ พระอุโบสถ เวลา 17.00 น. พระภิกษุ พุทธศาสนิกชน ร่วมสวดมนต์ถวายเป็นพระกุศล
นอกจากนี้ วัดบวรนิเวศฯ ยังได้จัดนิทรรศการมัลติมีเดีย สมเด็จพระสังฆราช แห่งกรุงรัตน โกสินทร์ ให้พุทธศาสนิกชนเข้าชม ระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคม ณ ตำหนักเดิม และตำหนักเพชร อีกทั้งจัดพิมพ์หนังสือในพระนิพนธ์ เพื่อเป็นที่ระลึกในงานด้วย อาทิ พระพุทธศาสนาในสังคมไทย สวรรค์ในคำสอนทางพระพุทธศาสนา เป็นต้น
ขณะเดียวกันสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้จัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติ อาทิ ชมนิทรรศการเทิดพระเกียรติ ธรรมะสัญจร ตั้งแต่วันที่ 1-3 ต.ค. ณ หอประชุมพุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อถวายเป็นพระกุศลในครั้งนี้ด้วย
ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมเทิดพระเกียรติ ตามวันและเวลาดังกล่าว โดยทั่วกัน
ข้อมูลจาก ข่าวสด
