(3ก.ย.) ที่ศาลอุทธรณ์ ถ.รัชดาภิเษก นายณฐพร โตประยูร ทนายความ 9 ผู้ต้องหากลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์เพิกถอนหมายจับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตรฯ ผู้ต้องหาที่ 1-9 ที่ศาลอาญาอนุมัติหมายจับในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นรวม 5 ข้อหา โดยผู้ต้องหาขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งระงับหมายจับไว้ชั่วคราวตามคำร้องอุทธรณ์ สรุปว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนหมายจับแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์อ้างว่าการเพิกถอนหมายจับเป็นอำนาจของศาล ผู้ร้องเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ออกหมายจับไม่ชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพราะคดีนี้ผู้ต้องหาอุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยในการสั่งยกคำขอที่ให้เพิกถอนหมายจับของศาลชั้นต้น โดยอ้างข้อเท็จจริงว่า ในชั้นขอหมายจับของพนักงานสอบสวนมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นใช้ในการวินิจฉัยออกหมายจับว่า การออกหมายจับเป็นขั้นตอนแรกเพื่อให้ได้ตัวบุคคลมาสอบสวน ซึ่งขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 59/1 และมาตรา 66(1) ที่ว่าต้องมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญา พนักงานสอบสวนจึงต้องทำการสอบสวนจนได้พยานหลักฐานเช่นว่านั้นก่อนแล้วตั้งข้อหาและจึงขอออกหมายจับได้ ประกอบกับศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกคำสั่งหรือหมายอาญา พ.ศ. 2548 ข้อ 19 ที่ว่าในการออกหมายจับศาลต้องแสดงรายละเอียดและเหตุผลในคำวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง แต่ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติโดยวินิจฉัยลอยๆ ไม่ระบุให้ชัดเจนว่ามีพยานหลักฐานใดชี้ให้เห็นว่าผู้ต้องหาคนใดทำอะไร อย่างไร และน่าจะเป็นความผิดตามข้อหาใดหรือไม่อย่างไร ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนที่ได้ความในชั้นศาลก็เห็นได้ชัดว่าไม่ครบองค์ประกอบอันเป็นความผิดฐานก่อการกบฏ คำสั่งของศาลที่ให้ออกหมายจับจึงไม่ชอบและขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นคณะอื่นทำการไต่สวนและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ผู้ต้องหามิได้ขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับตามที่ศาลชั้นต้นอ้าง แต่ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาหรือมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์คำร้องขอเพิกถอนหมายจับชอบด้วยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายหรือไม่ หากมิชอบศาลอุทธรณ์ก็ย่อมมีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อมีคำสั่งใหม่ให้ถูกต้อง
จึงขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับอุทธรณ์ของผู้ต้องหา และเนื่องจากกระบวนพิจารณาในชั้นนี้เป็นเรื่องระหว่างศาลกับผู้ต้องหาโดยเฉพาะจึงให้ทำการพิจารณาพิพากษาคดีนี้เป็นไปโดยเร็วเพราะเป็นคดีที่ประชาชนสนใจและเกี่ยวด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอคัดค้านคำร้องอุทธรณ์ของผู้ต้องหาดังกล่าวด้วย โดยศาลอุทธรณ์ รับคำร้องเพื่อมีคำสั่งต่อไปว่าจะรับอุทธรณ์หรือไม่
ส่วนคำร้องขอระงับหมายจับไว้ชั่วคราว สรุปว่า ผู้ร้องเห็นว่าคดีนี้ศาลชั้นต้นยังไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงข้อกฎหมายที่ผู้ต้องหาทั้ง 9 ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ โดยเฉพาะข้อเท็จจริงที่พนักงานสอบสวนนำมาเป็นพยานหลักฐานก็บิดเบือนนำบางส่วนที่เป็นประโยชน์แก่พนักงานสอบสวนมาเสนอต่อศาลชั้นต้นทั้งที่เป็นข้อหามีโทษร้ายแรงถึงประหารชีวิต เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลชั้นต้นจึงจะต้องพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ศาลชั้นต้นก็ไม่ได้ดำเนินการซึ่งหากศาลทำการไต่สวนก็จะพบข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่าผู้ต้องหาทั้ง 9 มิได้กระทำผิดตามที่พนักงานสอบสวนกล่าวหา
ประกอบกับคดีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมและปัญหาก็ทวีความรุนแรงขึ้น มีผลกระทบต่อผู้ต้องหาทั้ง 9 และประชาชนโดยรวม หากศาลอุทธรณ์จะได้โปรดมีคำสั่งระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ชั่วคราวระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ก็จะเกิดประโยชน์แก่กระบวนการยุติธรรมและทำให้ปัญหาขัดแย้งทางการเมืองได้คลี่คลายไประดับหนึ่ง อีกทั้งผู้ต้องหาทั้ง 9 ก็มีพยานหลักฐานเอกสารที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ และผู้ต้องหามีอาชีพและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีเหตุที่จะหลบหนี จึงขอศาลอุทธรณ์ได้โปรดมีคำสั่งระงับการดำเนินการตามหมายจับของศาลชั้นต้นไว้ชั่วคราวจนกว่าจะดำเนินกระบวนพิจารณาเสร็จ
ทั้งนี้ นายณฐพร โตประยูร กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ ( 4 ก.ย.) จะไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ให้ตรวจสอบกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เป็นการกระทำมิชอบ ตามมาตรา 157 โดยคำร้องจะระบุในทำนองว่า มีการตระเตรียมให้เกิดเหตุการณ์กลุ่มผู้ชุมนุม 2 กลุ่มปะทะกันเมื่อเช้ามืดวันที่ 2 ก.ย. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนำโดย ผบ.ตร.สามารถเข้าระงับเหตุได้ทัน แต่ไม่ดำเนินการ ส่งผลให้รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว
บันทึกภาพ..มือปืนลั่นไกกลางฝูงม็อบ
เสียงปืนที่ลั่นขึ้นกลางกลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรและนปช. ที่ปะทะกันยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นฝีมือใคร แต่หลักฐานชิ้นสำคัญที่นำไปสู่มือปืนกำลังปรากฏขึ้น
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
